“ รองเท้าสีแดง”

บทนำเรื่องนิทานเรื่องรองเท้าสีแดง นี้เป็นนิทานของนักเขียนผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บุคคลดีเด่นของโลก " ชื่อ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน นิทานเรื่องนี้เขาได้แต่งขึ้นตามจินตนาการณ์ และต้องการเน้นถึงคำสั่งสอนของบิดามารดา รวมถึงคำสั่งสอน และความเคารพนับถือในพระผู้เป็นเจ้าแห่งชาวคริสเตียนที่ดี ซึ่งได้สั่งสอนให้คนนั้นเคารพรักและให้ความสำคัญในบุคคลต่อ บุคคล ด้วยจิตใจที่ใสสะอาดและสอนให้กระทำความดี ในที่นี้ได้กล่าวถึงการกระทำของตัวเอกคือ " คาเรน " ว่าจะต้องได้รับผล อย่างไร ในตอนสุดท้าย และยังเปรียบเสมือนต้องการชี้บงบอกเน้นอีกด้วยว่า การมีชีวิตและการดำรงชีวิตนั้นก็เป็นเหมือน ๆ กับการเต้นรำไปตามจังหวะ ไม่มีวันหยุดจนกว่าจะจบที่แห่งชีวิตนั้นอีกด้วย เป็นนิทานที่แต่งขึ้นด้วยจิตนาการ ความเพ้อฝันของผู้ แต่งคือ แอนเดอร์เสน ได้อย่างน่าทึ่งและน่ายกย่องอย่างมากเรื่องหนึ่ง


นานมาแล้วมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อคาเรน เป็นคนที่สวยงามและบอบบาง เนื่องจากเธอเป็นลูกของคนที่ ยากจน ดังนั้นในฤดูร้อนเธอจึงมักเดินเท้าเปล่าอยู่เสมอ แต่พอถึงฤดูหนาวเธอก็จะสวมร้องเท้าไม้คู่ใหญ่ซึ่งเป็น รองเท้าของผู้เป็นแม่ที่มีอยู่เพียงคู่เดียวในบ้าน ดังนั้นมันจึงทำให้นิ้วเท้าเล็ก ๆของเธอต้องช้ำแดงจนห้อเลือดอยู่ ตลอดเวลาเลยทีเดียว คาเรนได้อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งนอนเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอยู่แต่บนเตียงแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น วันหนึ่งคาเรนได้เกิดเดินไปเหยียบเอาเข้ากับเศษแก้วที่บนถนนข้าง ๆ ร้านทำรองเท้าในหมู่บ้านเข้า เจ้า ของร้านทำรองเท้าซึ่งเป็นหญิงชราผู้ใจดีเผอิญได้ออกมาเห็น นางนึกสงสารจึงเข้ามาทักและช่วยทำบาดแผลให้ กับคาเรน


หญิงชราเจ้าของร้านทำรองเท้าให้เป็นนึกเวทนาคาเรนเป็นอย่างมากที่ต้องเดินด้วยเท้าเปล่ามาตลอด นางจึงเอา ผ้าสีแดงเก่า ๆ มาตัดเย็บทำรองเท้าคู่เล็กให้กับคาเรน แต่ถึงแม้ว่ารองเท้าคู่นั้นจะย่นเพราะเย็บลวก ๆ ไม่เรียบ ร้อยแต่มันก็มีความหมายมากสำหรับคาเรน...รองเท้าสีแดงคู่นั้นมันช่างเหมาะสมกับเท้าของคาเรนเป็นอย่างมาก และด้วยความดีใจเมื่อกล่าวขอบคุณหญิงชราผู้นั้นเสร็จแล้ว คาเรนได้รีบกลับมาที่บ้านทันที เพราะ เธออยากจะให้แม่ได้เห็นรองเท้าคู่นี้อย่างเหลือเกินเหมือนกัน แม่จะต้องยิ้มและพูดชมความสวยงามของมัน อย่างไม่ยอมหยุดปากเลยทีเดียวเชื่อสิ คาเรนคิด....


แต่เมื่อคาเรนกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็ได้พบว่าแม่นั้นอ่อนแรงลงไปอย่างมากด้วยความเจ็บป่วย แต่แม่ก็ยังยิ้มและ พยายามพูดบอกกับคาเรนว่า " ช่างสวยเหลือเกินลูกรัก มันช่างเป็นรองเท้าที่เหมาะสมกับลูกเสียเหลือเกิน... " แต่คำพูดเหล่านั้น มันเหมือนเป็นคำพูดครั้งสุดท้ายของแม่เสียแล้วก็ว่าได้ เพราะแม่ได้ขาดใจตายไปในขณะที่ แม่พูดจบลง " โธ่ แม่จ๋า อย่าเพิ่งตายสิจ๊ะ..อย่าจากหนูไปเร็วแบบนี้เลย ฮื่อ ๆๆๆ " แต่ไม่ว่าคาเรนจะร้องให้คร่ำ ครวญและเสียน้ำตาไปสักเท่าใด แม่ก็ไม่มีวันที่จะได้กลับมาและอยู่กับคาเรนต่อไปได้อีกเสียแล้ว.....


ดังนั้นจึงเปรียบเหมือนว่าคาเรนได้รับรองเท้าแดงคู่นั้น ในวันที่แม่ได้ตายจากไปพอดี ซึ่งเป็นรองเท้าคู่แรกของเธอ แม่ได้ตายจากไปเสียแล้ว ในวันฝังศพของแม่นั้น ด้วยคาเรนไม่มีรองเท้าสีดำที่จะใช้ใส่ไปในงานศพ เธอต้อง ใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะใส่รองเท้าสีแดงคู่นี้ ซึ่งมีอยู่คู่เดียวนั้นไป หรือว่าจะเดินเท้าเปล่าดี แต่เมื่อเธอได้หยิบรองเท้าสีแดงคู่นั้นมาลองสวมใส่ และไปส่องกระจกดู " ม่า ทำไมถึงได้เป็นรองเท้าที่สวยงาม และช่างเหมาะสมกับเท้าของเราอย่างนี้นะ " คาเรนให้เป็นหลงไหลในความสวยงามของรองเท้าสีแดงคู่นี้เสียแล้ว คาเรนจึงตัดสินใจที่จะใส่รองเท้าคู่นั้นไปในงานฝังศพของแม่ คาเรนรู้ว่ามันไม่เหมาะสม แต่....


แม้ว่าจะไม่เหมาะสำหรับช่วงที่กำลังโศกเศร้า แต่คาเรนก็ตัดสินใจเสียแล้ว ที่จะสวมรองเท้าแดงคู่นั้น เพราะเธอ ไม่มีรองเท้าคู่อื่นให้เลือกหรอก เธอคิดเข้าข้างตัวเอง และในวันฝังศพของมารดานั้น เธอจึงสวมรองเท้าแดงเดิน ตามหีบศพที่ทำด้วยฟางและเดินตามบาทหลวงไปอย่างน่าเวทนาต่อสายตาผู้คนที่ได้มองเห็น มีบางคนที่นึก ตำหนิคาเรนว่า " อะไรกันนั่น งานฝังศพนะนี่ แล้วใส่รองเท้าสีแดงอย่างนั้น จะต้องโดนพระเจ้าลงโทษอย่างแน่ นอนเลย " ผู้หญิงอีกนางจึงพูดว่า " พูดอย่างนั้นได้อย่างไร เด็กคนนั้นอาจจะมีรองเท้าอยู่แค่เพียงคู่เดียวก็ได้นะ น่าเวทนาเสียอีกสิ ไม่ว่า... "


และในขณะเดียวกันนั้น ซึ่งจะเรียกว่าเป็นเสมือนพรหมลิขิตของคาเรนก็อาจเป็นได้ เพราะก็ได้มีหญิงชรา ร่างใหญ่ผู้มั่งคั่ง และเป็นแม่หม้ายนางหนึ่งนั่งมาในรถม้าเก่า ๆ คันใหญ่ผ่านมาบริเวณนั้นเข้าพอดี เมื่อ หญิงชราได้มองไปและเห็นอย่างนั้น " โถ...โถ..ช่างเป็นงานฝังศพที่น่าเวทนา อย่างเหลือเกิน " และเมื่อนาง เข้าไปถามไถ่และได้รับทราบอีกด้วยว่า คาเรนจะต้องกลายเป็นลูกกำพร้าตัวคนเดียวเสียแล้วอย่างนั้น หญิง ชราให้เป็นรู้สึกสงสารและเวทนาคาเรนเป็นอย่างเหลือเกิน จึงได้ออกปากพูดกับบาทหลวงและทุกคนว่า " ทุกคนฟังนะ ยกเด็กน้อยคนนี้ให้ฉันได้ไหม ฉันจะเลี้ยงดูเธอเอง "


เมื่อคาเรนได้มาเป็นลูกสาวของหญิงชราร่างใหญ่ผู้มั่งคั่งนางนั้นแล้ว หญิงชราให้คาเรนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ที่สวยสะอาด สอนให้อ่านหนังสือและเย็บผ้า จนใคร ๆที่ผ่านมาเมื่อเห็นเข้า ต่างก็เอ่ยปากชมในความน่ารัก ของคาเรนกันทุกคน แต่กระจกเงาบอกว่า " เธอน่ะยิ่งกว่าน่ารักอีกนะ เธอสวยงามมาก " คาเรนคิดว่า ที่เธอโดนชมว่าสวยงามขนาดนี้นั้น มันจะต้องเป็นเหตุมาจากรองเท้าแดงคู่นั้นของเธอเป็นแน่ แต่หญิงชรากลับ บอกว่ารองเท้าคู่นั้นเก่าแล้ว นางจึงสั่งให้คาเรนนำไปเผาทิ้งเสีย


และเมื่อเวลาผ่านมาไม่นานจากนั้นนัก หญิงชราเห็นว่าตอนนี้คาเรนโตพอที่จะพาไปที่โบสถ์ เพื่อเข้าแสดงตน เป็นคริสต์ศาสนิกชนได้แล้ว นางจึงให้เสื้อผ้าชุดใหม่ และพาคาเรนเข้าไปในเมืองเพื่อให้ช่างตัดรองเท้า ผู้ร่ำรวย ในเมืองวัดเท้าและตัดรองเท้าคู่ใหม่ให้ ในร้านของช่างตัดรองเท้านั้นมีรองเท้าสวย ๆ หลายคู่ตั้งเรียงรายอยู่ในตู้ กระจก และในนั้นก็มีรองเท้าสีแดงคู่หนึ่งได้วางรวมอยู่กับรองเท้าเหล่านั้นด้วย หญิงชราสายตาพร่ามัว มองเห็นเพียงราง ๆ จึงไม่ได้แสดงความชื่นชมด้วย " ฉันว่ารองเท้าคู่นั้นต้องเป็นหนังแก้ว " หญิงชราคาดคะเน " เพราะเป็นมันสวยเชียว " " ค่ะ รองเท้านั่นสวยมาก " คาเรนตอบคำ และในใจก็คิดที่จะโกหกโดยไม่บอกว่า มันเป็นสีแดงกับหญิงชรา และเมื่อได้ลองใส่ดู ก็ปรากฏว่าพอดีกับเท้าของเธอ หญิงชรามองไม่ถนัดว่าเป็น สีแดง เพราะนางเองเป็นผู้ห้ามไม่ให้คาเรนสวมรองเท้าแดงไปพิธีแสดงตนเป็นคริสต์ศาสนิกชน แต่คราวนี้นางกลับ ซื้อรองเท้าคู่แดงนั้นให้กับคาเรนเสียเอง


ในวันรุ่งขึ้น..คาเรนได้สวมรองเท้าสีแดงคู่ที่เธอซื้อเมื่อวันวานนั้นใส่ไปที่โบสถ์ หญิงชราสายตาไม่ดีจึงมองไม่เห็น ว่าคาเรนได้ใส่รองเท้าสีอะไร แต่สายตาของทุกคนและทุกคู่ต่างพากันจ้องมองไปที่รองเท้าคู่ใหม่ของคาเรนที่เธอ สวมเดินเข้ามาในโบสถ์กันทุกคน สิ่งนั้นทำให้คาเรนมีความรู้สึกเหมือนว่า แม้แต่ภาพของบาทหลวงที่ล่วงลับไป แล้วทั้งหลายและภรรยาที่อยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำ พวกรูปภาพเหล่านั้นเหมือนต่างก็จ้องมองดูรองเท้าคู่ใหม่ ของเธอกันทั้งนั้น ขณะที่คาเรนกำลังคิดถึงรองเท้าแดงของเธออยู่นั้น ท่านบาทหลวงก็วางมือลงบนศรีษะคาเรน พลางกล่าวคำยอมรับเป็นคริสต์ศาสนิกชน การปฏิบัติตัวต่อพระเจ้า และขอให้เติบโตขึ้นเป็นคริสเตียนที่ดี แล้ว เสียงออร์แกนก็กระหึ่มขึ้นและตามด้วยเสียงร้องเพลง จากนักร้องดังประสานกัน แต่คาเรนไม่ได้สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น กลับครุ่นคิดถึงแต่รองเท้าสีแดงคู่นั้นของเธออยู่แต่เพียงอย่างเดียว


เมื่อกลับมาที่บ้านแล้วคนแถว ๆนั้น ที่ไปที่โบสถ์มาด้วยกันวันนั้น ได้มาบอกความจริงกับหญิงชราว่า คาเรนนั้น ได้ใส่รองเท้าสีแดงไปที่โบสถ์ เมื่อหญิงชราทราบเช่นนั้นเข้า จึงได้เรียกคาเรนมาต่อหน้าและตำหนิไปอย่างมากเลย ทีเดียวว่า " ทำไมเธอถึงได้โกหกและทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างนั้นด้วยนะ คาเรน ที่โบสถ์คือที่รวมแห่งความ เชื่อถือและความน่าเลื่อมใส การใส่รองเท้าสีแดงเข้าไปในโบสถ์ เป็นการแสดงถึงความไม่สุภาพเป็นอย่างมาก รู้ไหม ? ว่าเธอไม่ควรทำ และจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจและต้องสัญญาด้วยอีกว่า เธอจะไม่ทำอย่างนั้นอีก เข้าใจนะ คาเรน " คาเรนรับคำและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก แต่ในใจของเธอนั้นก็ยังคงหลงไหลและคิดถึงแต่รองเท้าสีแดง คู่นั้นอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนเดิม


อาทิตย์ต่อมาในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันไปที่จะต้องไปโบสถ์อีกครั้งนั้น คาเรนหันมองรองเท้าคู่ดำเก่า ๆ แล้วหันไป ดูที่รองเท้าแดงหลายครั้ง พลันเธอก็ตัดสินใจที่จะสวมรองเท้าคู่แดงนั่นอย่างเดิม จึงเป็นอันว่าคาเรนยังคงที่จะใส่ รองเท้าสีแดงคู่ที่เธอชอบอยู่อย่างเคยไปที่โบสถ์ ในวันนั้นเป็นวันที่มีแดดสดใส หญิงชราพาคาเรนเลื่ยงไปอีกทาง ที่ต้องเดินผ่านทุ่งข้าวโพด เพราะบนถนนเต็มไปด้วยฝุ่น และ เมื่อทั้งสองเดินมาถึงตรงที่เชิงบันไดของประตูโบสถ์ นั้น ได้มีทหารแก่ ๆ ถือไม้เท้ายันรักแร้นั่งอยู่ตรงที่เชิงบันได ทหารแก่ ๆ ผู้นั้นมีหนวดเครารุงรัง สีของเคราออก จะเป็นสีแดงมากกว่าที่จะเป็นสีขาว เขาโค้งศรีษะคำนับให้กับหญิงชราพลางอาสาที่จะเช็ดรองเท้าให้ คาเรนได้ที เลยยื่นเท้าเล็ก ๆออกไปให้ด้วย ชายชราทหารแก่ ๆ ผู้นั้นเมื่อมองเห็นรองเท้าสีแดงเข้าก็พูดขึ้นว่า " ใส่รองเท้าสีแดง เข้าโบสถ์เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม พระเจ้าจะลงโทษเอา ไม่ดีไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก รู้ไหม ! " " แต่ดูสิ รองเท้า เต้นรำคู่นี้สวยเหลือเกิน เธอคงชอบที่จะเต้นรำด้วยสินะ ! " ทหารแก่พูด " เมื่อเต้นรำก็ขอให้เต้นไปอย่าได้หยุด นะ " พร้อมกับเอามือตบใต้พื้นรองเท้า หญิงชราจ่ายเงินให้ทหารหนึ่งชิลลิง และรีบพาคาเรนเดินเข้าโบสถ์ไป


ทุกคนในโบสถ์ยังคงจ้องมองแต่รองเท้าคู่แดงของคาเรนอยู่อย่างเดิม แม้แต่รูปภาพที่ติดอยู่บนข้างฝาโบสถ์ก็ เหมือนกับจะก้มหน้าลงมามองดูอีกด้วย แม้ขณะที่คาเรนนั่งคุกเข่าหยิบถ้วยทองดื่มน้ำก็ไม่วายที่เธอจะคิดถึง แต่รองเท้าแดง ราวกับมันได้มาว่ายวนอยู่ในถ้วยนั้น เธอคำนึงถึงแต่รองเท้าจนลืมร้องเพลงสวด ลืมบทสวดมนต์ ขอพรกับพระเจ้าเสียสิ้น เมื่อทุกคนทยอยออกจากโบสถ์จนหมดแล้ว หญิงชราจึงค่อย ๆปีนขึ้นไปบนรถม้า แต่ ในขณะนั้น ขณะที่คาเรนกำลังจะยกขาขี้นเพื่อปีนตามขึ้นไปรถม้านั้น อยู่ ๆอย่างกระทันหันพลันทหารแก่ ๆ คน เดิมคนนั้นก็ออกมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และเอ่ยปากชมอีกครั้งว่า " ดูสิ รองเท้าเต้นรำนี้สวยเหลือเกิน ! " ทำให้ คาเรนอดใจไม่ไหวต้องลุกขึ้นเต้นสองสามครั้ง และทันทีที่เริ่มเต้น




NEXT


แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์