ประวัติ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน
บุคคลผู้ที่ชื่อ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ( ค.ศ. 1805-1875 ) ผู้นี้ เป็นนักเขียนเลื่องชื่อ ด้านงานเขียนเทพนิยายของโลก เกิดที่เมือง " โอเดนส์ " ประเทศเดนมาร์ก เมื่อ ค.ศ. 1805 บิดาของเขามีอาชีพเป็นช่างตัดรองเท้า มารดาเป็นคนที่อ่านเขียน หนังสือเกือบไม่ออก ทั้งยังเป็นคนที่นับถือเรื่องโชครางเป็นอย่างมาก ตอนที่เขาอยู่ในสมัยที่เป็นวัยรุ่นได้ออกเที่ยวเผชิญโชค ด้านการแสดงยังกรุงโคเปนฮาเกน และอีกสองสามปีหลังจากนั้น เขาก็ได้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นพนักงานที่โรงละครชื่อ "รอแยลคอร์ต " แต่เพราะได้รายได้น้อยมากไม่พอเลี้ยงตัว ดังนั้นในปี ค.ศ. 1822 ผู้อุปถัมภ์ของโรงละคร "รอแยลคอร์ต " ได้เมตตาให้ความช่วยเหลือ และสานฝันให้แก่เด็กหนุ่มน้อยผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาอย่าง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ให้ได้ร่ำเรียนต่อจนสามารถได้เข้าไปเรียนต่อได้จนถึงระดับของมหาวิทยาลัย ณ กรุงโคเปนฮาเกน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1831 ช่วง นั้นเขาได้ท่องเที่ยวไปทั่วยุโรบ และท่องเที่ยวต่อจนแม้บั้นปลายชีวิตของเขายังไม่มีบ้านของตนเป็นที่อยู่หลักแหล่งและต้องล้ม ป่วยลงในขณะที่ไปพักที่บ้านต่างอากาศของนายธนาคารผู้หนึ่ง เขาได้ไปประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก เมื่อปี ค.ศ.1847 และเมื่อเดินทางไปที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี เขาได้มีโอกาสพบกับสองพี่น้องตระกูล กริมม์ ผู้เป็นนักเขียนเทพนิยาย ชื่อดังสมัยนั้น และต่อมาพวกเขาก็ได้ติดต่อคบหาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในประเทศเดนมาร์กและต่างประเทศ หนังสือเล่มแรก ของเขาที่ว่งจำหน่ายทั่วไปคือเรื่อง " คนผูกกลอนสด " ( Improvisatoren ) ปี ค.ศ. 1835 แปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก ใน ปี ค.ศ. 1846 หนังสือเล่มนี้ได้สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้กับเขาทันทีที่ออกวางตลาด จากนั้นเขาได้เริ่มเขียนงานในหลากหลาย รูปแบบ เช่น นวนิยาย บทละคร และบทกลอน จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตในปี ค.ศ. 1875 แต่งานเขียนที่ส่งให้เขามีชื่อ เสียงก้องโลกนั้นเป็นงานเขียนประเภทเทพนิยาย ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1835-1872 เทพนิยายที่เขาเขียนมีมากถึง 150 กว่าเรื่อง และมีผู้นำไปแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เกือบทั่วโลก ปีแรกที่พิมพ์จำหน่ายคือปี ค.ศ. 1835 เทพนิยายในชุดนั้นมีอาทิ เช่น เรื่อง " กล่องชุดจุดไฟ " ( Tinderbox ) " เจ้าหญิงกับเม็ดถั่ว " ( The Princess on the Pea ) " ฉลองชุดใหม่ของพระราชา " และ " นางพญาหิมะ " (The Snow Queen ) เทพนิยายดังกล่าวได้กลายเป็นอมตะนิยายสำหรับเด็ก ๆ ต่างกับเทพนิยายของ สองพี่น้องตระกูลกริมม์ เพราะ แอนเดอร์เสน ได้เขียนนิยายขึ้นมาจากการท่องเที่ยวไปในต่างแดน ผูกเรื่องจากคติชาวบ้าน ประเพณีนิยม นิทานสำหรับเด็ก และบ่อยครั้งที่เรื่องราวหรือตัวเอกของเรื่อง ได้จำลองจากครรลองของชีวิตของผองเพื่อนที่ ใกล้ชิด หรือแม้แต่ภาพสะท้อนของตัวเขาเอง จะเห็นได้จากเทพนิยายของเขาส่วนใหญ่แล้ว ตัวเอกของเรื่องมักจะไม่สมหวัง ในความรักเฉกเช่นเดียวกับตัวเขานั่นเอง เทพนิยายบางเรื่องเป็นวิถีชีวิตแบบเด็ก ๆ ไม่ซับซ้อน ในขณะที่เรื่องอื่น ๆ ก็เต็มไป ด้วยเลห์เหลี่ยมและหลอกลวง ซึ่งเหมาะแก่ผู้ใหญ่อ่านเท่านั้น ในบรรดาผู้ที่นิยมชมชอบเขา เช่น เอลิซาเบธ บราวน์นิ่ง ได้เขียนบทกวีบทสุดท้ายจำเพาะให้กับเขา และเมื่อปี ค.ศ. 1857 ชาร์ลส์ ดิคเกนส์ยังได้เชื้อเชิญให้นักเล่านิทานชาวเดนมาร์ก ท่านนี้ไปพักที่บ้านของเขาที่ " แกดส์ฮิล " เป็นเวลาหลายสัปดาห์

ในปี ค.ศ. 1857 ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ได้ล้มป่วยด้วยโรคมะเล็งในตับ และถึงแก่กรรมขณะที่มีอายุ 70 ปี

เทพนิยายของ "แอนเดอร์เสน " ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างมากนั้นก็มี อย่างเช่น " เรื่องลูกเป็ดขี้เหร่ " " รองเท้าแดง " " เด็กขายไม้ขีดไฟ" เทพนิยายเหล่านี้สามารถที่จะพาให้ท่านล่องลอยไปในโลกของพระราชาและเจ้าหญิง " นางเงือก " " ตุ๊กตาทหารดีบุก " และแม้แต่แม่มด ชาวนาและเด็กเลี้ยงแกะ และแม้แต่แม่เฒ่าของเหล่านางปีศาจร้าย

วรรณกรรมอันน่าตื่นเต้นของ "แอนเดอร์เสน " นั้น แผงไว้ด้วยความฉลาด บอกถึงอารมณ์อันหลากหลายที่สามารถสัมผัสได้ บางเรื่องแผงด้วยอารมณ์ขัน บางเรื่องก็เสียดสีความโง่ของคน อย่างในเรื่อง " ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา " นั้น ต้องใช้เด็กเป็นผู้สะกิดเตือนความโง่ของผู้ใหญ่ ในขณะที่ผู้ใหญ่แต่ละคนต่างยอมให้ตนเองถูกหลอกเพียงเพื่อรักษาหน้าของตน นอกจากนี้บางเรื่องยังแฝงไว้ด้วยคำสอนเรื่องการเจียมตัว อกทนในความลำบากแล้วจะได้ผลดีตอบสนองในภายหลัง เช่นใน เรื่อง " ลูกเป็ดขี้เหร่ "

ความมีชีวิตชีวาของ "แอนเดอร์เสน " นั้นสามารถถ่ายทอดออกมาจนสามารถที่จะสัมผัสได้ อย่างเช่นเรื่อง " เจ้าหญิงกับเม็ดถั่ว " " ตุ๊กตาทหารดีบุก ผู้ซื่อสัตย์ " เรื่องเหล่านี้ บ้างก็ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม เป็นภาพยนต์ เป็นการ์ตูน บ้างก็เป็นละครเวที จึงไม่แปลกใจเลยสำหรับจินตนาการที่เปื้อนไปด้วยอารมณ์ขันในเทพนิยายของ "แอนเดอร์เสน " นี้ จะยังเป็นที่นิยมกันอยู่อย่าง คู่ฟ้าและไม่เสื่อมคลาย ด้วยแม้แต่จะเกินกว่าหนึ่งศตวรรษแล้วก็ตามด้วยเถอะ...............


END