ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา


บทนำเรื่องนิทานเรื่อง " ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา " เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้แต่งต้องการเน้นถึงเรื่องความฉลาด เฉลียวของคนที่ชอบหลอกลวงผู้คนเขาไปเรื่อย ๆ ด้วยคิดว่าตนเองนั้นฉลาดหลักแหลมจนเป็นยอดคนหรืออยู่เหนือคน ก็ไม่ปาน แต่สิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาได้สร้างและผูกเป็นเรื่องราวขึ้นเพื่อลวงตานั้น มันไม่อาจที่จะพ้นไปจากสายตาของเด็กเล็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาได้เลย ด้วยเด็กนั้นเห็นอะไรก็จะพูดออกไปอย่างที่เขาได้เห็นด้วยใจบริสุทธิ์ไม่มีมายา จนสามารถทำให้พวกผู้คน หูตาสว่างขึ้นมาได้ เป็นนิทานที่แต่งขึ้นโดย " ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน " " ผ้าวิเศษที่จะมองเห็นได้ก็แต่เฉพาะคนที่ฉลาด และหลักแหลม ส่วนคนที่โง่เขลาเบาปัญญาจะมองไม่เห็น " เรื่องนี้เป็นการจินตนาการเรื่องราวด้วยความคิดสร้างสรรของผู้แต่ง ที่น่าทึ่งและน่าอ่านมากเรื่องหนึ่ง


เนิ่นนานมาแล้วในสมัยหนึ่ง มีพระราชาอยู่พระองค์หนึ่ง ทรงโปรดและรักการใส่เสื้อผ้าชุดสวย ๆ ใหม่ ๆ มากที่สุด แล้วถ้า จะถามว่า " ที่ว่ามากที่สุดนั่นน่ะ...มันมากมายขนาดไหนแล้วน่ะหรือ? มันก็มากมายจนขนาดที่ว่าทรัพย์ส่วนมากของพระองค์ จะถูกนำมาใช้จ่ายก็เฉพาะแต่กับฉลองพระองค์อย่างเดียวเท่านั้นเลยหละ พระองค์ไม่สนพระทัยเหล่าทหาร การละคร หรือเข้าป่าล่าสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น วัน ๆ ก็จะได้แต่เสด็จออกไปอวดเสื้อผ้าสวย ๆ ใหม่ ๆ ของพระองค์ไปทั่วเมือง ทรงมีเสื้อคลุม แต่ละตัวสำหรับเวลาในแต่ละชั่วโมงในหนึ่งวัน คำพูดหรือเกือบที่จะเรียกว่านินทาที่มักจะนำมาพูดกันถึงพระองค์บ่อยที่สุดก็ จะมีอยู่ว่าพระราชากำลัง " ทรงพระงาน " หรือไม่ก็จะพูดกันเล่นเป็นเรื่องขบขันอีกอย่างหนึ่งว่า " พระราชาทรงประทับอยู่ในตู้ เสื้อผ้า " ในทุก ๆ วันพวกข้าทาษบริวารจะต้องลำเลียงฉลองพระองค์เข้ามาให้พระองค์ทรงเลือก แล้วพระองค์ก็จะทรงเกลียด การใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ทรงใส่ไปแล้วเป็นอย่างมาก เรียกว่า " ของเก่าไม่สน " ว่าอย่างนั้นเลยแหละ พระองค์จะต้องการที่จะใส่ แต่ชุดที่ใหม่ ๆ เท่านั้นอย่างเดียวเสียด้วย แล้วคราวนี้ก็เหมือนกันพระองค์ทรงพิโรธเมื่อเห็นเสื้อผ้าเหล่านั้น ทรงตรัสอย่าง ฉุนเฉียวว่า " เสื้อผ้าพวกนี้มันเรียบเกินไป แล้วข้าก็ได้ใส่ไปแล้วด้วย ข้าต้องการเสื้อผ้าที่ตัดเย็บแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่สวย งามแบบไม่มีใครเหมือน พวกเจ้าต้องไปหามาให้ข้าให้จงได้ เข้าใจไหม ! ! " เห็นไหมว่าพระองค์นั้นช่างทรงเป็นพระราชาที่ เอาแต่พระทัยตนเป็นใหญ่อย่างเหลือเกินเลยทีเดียว


เสื้อผ้าที่มีอยู่ในพระราชวังทั้งหมด จึงไม่มีชุดไหนที่พระราชาจะมิได้ทรงเคยสวมใส่ และก็จะไม่เคยมีชุดไหนที่จะถูกพระทัย หลงเหลืออยู่เลยสักชุดเดียว พวกเหล่าทหารและขุนนางน้อยใหญ่ให้เป็นเดือดเนื้อร้อนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะพระราชา จะทรงเอาแต่พิโรธ ที่พวกเขาไม่สามารถที่จะหาฉลองพระองค์ชุดใหม่ และเป็นชุดที่พระองค์จะทรงถูกพระทัยให้ได้ ดังนั้นพวก เขาจึงได้ตัดสินใจตั้งป้ายประกาศของราชสำนักขึ้นแล้วนำเอาไปปักไว้ที่กลางเมือง ในป้ายนั้นได้มีข้อความเขียนไว้ว่า " ใครที่ สามารถประดิษฐ์ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชาได้ ที่สำคัญจะต้องสวยงามและแปลกตา ถ้าผู้ใดสามารถทำการตัด เย็บได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระราชาแล้วละก็ จะได้รับสมณาคุณด้วยเหรียญทองเป็นการตอบแทนหรือเป็นรางวัลอย่างมากมาย ทันที "


และ ณ มหานครที่ปกครองอยู่นี้ประชากรนั้นอยู่กันอย่างมีความสุข เมื่อติดป้ายประกาศของราชสำนักไปแล้ว ทีนี้ก็ได้มีผู้คน มากมายล้นหลาม ได้เดินทางนำเอาเสื้อผ้าที่พวกเขาได้ทำการคิดค้นและตัดเย็บขึ้นมานั้นเข้ามาในวังหลวง พวกเขาทั้งหลาย ต่างก็มั่นใจว่า เสื้อผ้าที่พวกเขานำมาจะต้องเป็นที่ถูกพระทัยของพระราชาอย่างแน่นอน เสื้อผ้าเหล่านั้นได้ถูกลำเลียง เข้ามาในวังหลวงอย่างไม่ขาดสาย เพื่อให้พระราชาทรงเลือก แต่พระราชาก็ไม่เคยเลยที่จะถูกใจ และพอใจชุดไหนของใคร กับเขาเลยจริง ๆ สักชุดเดียว พระองค์จะเอาแต่กอดอกแล้วสั่นพระพักตร์ไปมา พร้อมทั้งทรงรับสั่งว่า " ไม่เอา ๆ..แต่ละชุด ๆ พวกนี้มีแต่แบบซ้ำ ๆ เหมือน ๆ กันทั้งนั้น ข้าไม่ชอบ ไม่มีชุดไหนที่น่าสนใจเลยสักชุดเดียว " พวกขุนนางคนสนิทต้องให้เป็น หนักใจและท้อใจกันเป็นอย่างมาก ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกันดีถึงจะเป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์เสียแล้ว....


และแล้ว...วันหนึ่งก็ได้มีสองวายร้ายจอมต้มตุ๋นปลอมตัวเป็นช่างทอผ้าเข้ามาในเมือง เมื่อพวกมันเดินผ่านที่ใดก็จะแสดงตัว ให้ใครทุกคนเข้าใจและรู้ว่า พวกมันนั้นคือช่างทอผ้าที่สามารถทอผ้าได้สวยกว่าใคร ๆ และยากที่จะมีใครลอกเลียนแบบได้ ไม่เพียงแต่สีสันจะสดสวย รูปแบบจะงดงามเป็นพิเศษแล้ว เสื้อผ้าที่ตัดจากผ้าดังกล่าวจะเป็นเนื้อผ้าที่วิเศษที่จะมองไม่เห็น หากคนที่มองนั้นไม่คู่ควรกับตำแหน่ง หรือเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเต็มที " แหม ดูท่าจะเป็นเสื้อผ้าที่วิเศษไม่น้อย " พระราชาทรงครุ่นคิด...ถ้าเพียงข้าได้ใส่แล้ว ข้าก็คงจะเห็นว่ามีใครบ้างในราชอาณาจักรของข้าที่ไม่เหมาะสมกับตำแห่งที่เขา ดำรงอยู่ ข้าคงจะแยกแยะคนฉลาดออกจากคนโง่ได้ อย่ากระนั้นเลยต้องรีบให้เขาทอผ้าวิเศษนั้นให้ข้าทันที...พลันตัดสินใจ เรียกสองวายร้ายจอมต้มตุ๋นทั้งสองให้เข้ามาในพระราชวัง พร้อมทั้งมอบเงินล่วงหน้าเป็นเงินจำนวนมากให้แก่สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นไป เพื่อให้เริ่มลงมือทอผ้าสำหรับพระองค์โดยด่วน


แล้วพระราชายังได้มอบห้องพิเศษในพระราชวังให้เป็นห้องส่วนตัวสำหรับทอผ้าโดยตรงกับสองวายร้ายจอมต้มตุ๋นอีกด้วย พวกมันได้ติดตั้งหูกทอผ้าขึ้นมาหลังหนึ่ง เสร็จแล้วก็ทำทีว่ากำลังทอผ้าอย่างขะมักขะเม้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรบนหูกทอผ้า นั้นเลย แถมยังเรียกร้องเอาเส้นไหมที่งามที่สุดและดิ้นทองงามล้ำค่าที่สุดมาเก็บเข้ากระเป๋าของพวกมัน แล้วทำทีเป็น ทำงานของตนตลอดค่อนคืนดึกดื่นไม่ยอมพักผ่อน วันแล้ววันเล่าผ่านมา พระราชานั้นทรงกระวนกระวายพระทัยด้วยมี ความต้องการที่อยากจะทอดพระเนตรผ้าที่เจ้าจอมวายร้ายสองคนคุยนักคุยหนาว่างามล้ำเลิศนั้นเป็นอย่างมาก " ข้า จะต้องไปดูพวกนั้นว่าลงมือทอผ้าไปถึงไหนกันแล้ว" พระราชาทรงคิดอย่างร้อนรนพระทัย


แต่เมื่อพระองค์มาทรงคิดถึงตรงที่ว่า " ผ้านั้นจะมองเห็นได้ก็แต่เฉพาะคนที่ฉลาดและหลักแหลม คนโง่เขลาเบาปัญญาจะมอง ไม่เห็น " สิ่งนี้มันจะทำให้พระองค์ทรงหงุดหงิดพระทัยขึ้นมาอีก แม้ไม่ทรงคิดว่าสองคนนั้นจะมีสิ่งใดน่ากลัวแต่ก็ต้องส่งหน่วย ตรวจสอบไป เพื่อตรวจสอบเสียก่อนล่วงหน้า ทั่วทั้งเมืองรู้กันดีว่าผ้าวิเศษนั้นจะบันดาลอะไรได้บ้าง ทุกคนจึงอยากจะรอดูว่า เพื่อนบ้านของตนนั้นจะโง่เง่ามากมายแค่ไหนอย่างใรบ้าง พระองค์ได้ทรงตรัสขึ้นมาในวันหนึ่งว่า " ข้าจะส่งขุนนางเก่าแก่ที่ ซื่อสัตย์ที่สุดของข้าให้ไปดูพวกทอผ้านั่น... " พระราชาทรงคิดวางแผน " เขาคนนี้ชำนาญในการดูผ้าเป็นอย่างมาก ไม่มีใครที่ จะเชี่ยวชาญและเหมาะสมมากไปกว่าคนนี้อีกแล้ว "


ดังนั้นขุนนางผู้เฒ่าจึงได้รับคำสั่งให้เข้าไปดูการทอผ้าในห้องโถง ซึ่งเป็นที่ทำงานของเจ้าสองวายร้ายจอมต้มตุ๋น ที่มีหูกว่าง ๆ วางอยู่ และเมื่อขุนนางเฒ่าได้มองไปที่หูกทอผ้าที่ว่างเปล่านั้น เขาก็ต้องใช้ความคิดอย่างหนัก แล้วรำพึงอยู่ในอกของ เขาว่า " พระเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด..." ขุนนางเฒ่าคิดพลางแล้วทำตาโต " โอ้..ทำไมฉันถึงไม่เห็นอะไรเลยนี่น่า " เขาได้แต่คิด อยู่ในใจ แต่ไม่พูดคำใดออกมา สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นทำทีเรียกให้ขุนนางเฒ่าเข้าไปดูที่ใกล้ ๆ เพื่อให้พิจารณาแบบและ เนื้อผ้าอันสวยงามพวกมันทอขึ้น จากนั้นก็ชี้ไปที่หูกที่ว่างเปล่า ถึงกระนั้นแม้ขุนนางเฒ่าจะเขม้นสายตาจ้องมองสักเพียงใด เขาก็ไม่อาจที่จะเห็นอะไรได้หรอก ก็เพราะความเป็นจริงนั้นมันไม่มีอะไรอยู่ที่บนหูกนั่นเลยสักนิด


" พระเจ้าช่วย " เขาคิด " หรือว่าข้าโง่เชียวหรือ " ข้าไม่คิดว่าตัวเองโง่แต่อย่างใด แล้วข้าก็จะไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้ด้วย...ข้าไม่ เหมาะสมกับตำแหน่งของข้าเสียแล้วหรือนี่ ไม่ได้หรอก ข้าต้องไม่พูดออกไปว่าไม่เห็นผ้าอะไรเลยสักผืน " แล้วหนึ่งในจอม ต้มตุ๋นก็แกล้งทำทีเป็นซักขุนนางเฒ่าว่า " ไม่มีคำแนะนำอะไรให้แก่พวกเราบ้างหรือครับ ท่านขุนนาง " " อ๋อ...สวย สวยมาก " ขุนนางเฒ่าพูดพลางหรี่ตามองลอดแว่นอีกครั้งหนึ่งแล้วพูดขึ้นอีกว่า " ลวดลายอย่างนี้และสีอย่างนี้ สวยมาก ข้าจะไปกราบ ทูลให้พระราชาทรงทราบว่า ข้าได้เห็นแล้ว และก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง "


" แหม...เราดีใจมากที่ได้ยินท่านพูดเช่นนั้น " เจ้าตัววายร้ายทั้งสองพูดออกมาเกือบจะพร้อมกัน และยังจะบรรยายสรรพคุณ ต่อและตั้งชื่อเรียกสีเหล่านั้น ทั้งอธิบายถึงลวดลายอันพิเศษสุด ขุนนางเฒ่าฟังอย่างใจจดใจจ่อ จนจำสรรพคุณได้เพื่อที่จะ ได้ไปถวายรายงานได้ทั้งหมด แล้วขุนนางเฒ่าก็ได้เข้าไปทูลถวายรายงาน ตามที่ได้ยินมา และเมื่อเหตุการณ์กลับกลาย มาเป็นดีเลิศและความลับของพวกมันก็ดูเหมือนจะไปได้สวยอย่างนั้น สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นจึงถือโอกาสเรียก เงินเพิ่มอีก นัยว่าเป็นค่าไหมและดิ้นทองที่จะใช้ในการทอผ้า เมื่อได้เงินมาก็คว้าหมับเก็บเข้ากระเป๋าทันทีเหมือนเดิม แล้ว เหตุการณ์ก็เป็นไปดังเดิม คือไม่มีเส้นด้ายหรือเส้นไหมทองสักเส้นที่ทออยู่บนหูก แต่ทั้งคู่กับทำท่าทางทอผ้าในหูกเปล่าต่อไป เรื่อย ๆ เช่นเคย


หลังจากนั้นพระราชาก็ยังได้ทรงส่งขุนนางที่ซื่อสัตย์อีกคนหนึ่ง ให้มาดูความคืบหน้าในการทอผ้าอีกหนเพื่อความแน่ใจ ด้วยพระองค์นั้นอยากที่จะไปทอดพระเนตรผ้าชิ้นนั้นอย่างสุดที่จะระงับพระทัยของพระองค์ได้เลยทีเดียว แต่ ! ประวัติศาสตร์ ก็ซ้ำรอยเดิมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับขุนนางเฒ่านั่นแหละ เขาพยายามดูแล้วดูอีก แต่เนื่องจากไม่มีอะไรนอกจากหูกที่ว่าง เปล่า เขาจึงไม่สามารถเห็นสิ่งใดได้เลย " อ้อ เป็นยังไง...ท่านขุนนางผ้าชิ้นนี้ไม่สวยหรอกหรือ ? " สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นถาม ขัดจังหวะขึ้น แล้วทำทีว่าเอาผ้าให้ดูแล้วอวดอ้างสรรพคุณว่ามีรูปแบบสีสันสวยงามมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรทั้งนั้น พวกมันช่าง เล่นละครได้เก่งจริง ๆ เสียด้วย


" เอ แต่ว่าข้าไม่ได้โง่นะ " ขุนนางรำพึง " ดูท่าว่าข้านี่น่ะจะไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เสียแล้วกระมัง ชักจะ ทะแม่ง ๆ ชอบกล แต่ว่าข้าจะต้องเงียบเอาไว้จะแพร่งพรายออกไปไม่ได้เป็นอย่างเด็จขาด " ดังนั้นเขาจึงต้องเอ่ยปาก ชมผ้าที่เขาไม่ได้เห็นเลยนั้นว่า ช่างสวยเลอเลิศยิ่งนักทั้งสีและลาย และเมื่อเป็นดังนั้นเขาก็ได้เข้าไปกราบทูลให้ พระราชาทรงทราบว่า " ใช่แล้ว พ่ะย่ะค่ะ เป็นผ้าที่สวยวิเศษมากพระเจ้าข้า " จึงเป็นด้วยการดังนี้นี่เอง ที่ขณะนี้ ใคร ๆ ทุกคนจึงเป็นต่างพากันกล่าวขวัญถึงผ้าผืนงามวิเศษนี้...ว่ามัน " ช่างสวยเลอเลิศยิ่ง " และได้เล่าต่อ ๆ กันฟังไปจนทั่วทั้ง เมืองเลยทีเดียว


ทีนี้ก็มาถึงคราวที่พระราชาจะทรงสมพระหฤทัย ด้วยพระองค์นั้นปรารถนาที่อยากจะทอดพระเนตรผ้าชิ้นนั้น ขณะที่ มันยังอยู่บนหูกด้วยตัวของพระองค์เองบ้าง ทั้งพระองค์ยังได้ทำการทดสอบให้ขุนนางคนสนิทของพระองค์ เข้าไปลองดู มาแล้วตั้งสองครั้งสองครา ทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปพร้อมกับผู้ที่ตามเสด็จใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคนพวกนี้ พระองค์ก็ได้ทรงเลือกสรรแล้ว เป็นอย่างดีว่าจะต้องเป็นผู้ที่ฉลาดไม่ใช่คนโง่อย่างแน่นอน...และในกลุ่มนี้ก็ยังได้มีขุนนางทั้งสอง ที่ได้เคยเข้าไปดูการทอผ้ามาแล้วในครั้งก่อนรวมอยู่ด้วย พระองค์ทรงเดินนำขบวนที่ตามเสด็จไปยังสถานที่ที่สองวายร้ายจอม ต้มตุ๋นทำท่าว่ากำลังทำงานกันอยู่อย่างสุดฝีมือ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีด้ายทออยู่บนหูกเลยสักเส้นเดียว


NEXT

แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์