กวางน้อย


กวางน้อยเป็นนิทานที่แต่งขึ้นโดยสองพี่-น้องตระกูลกริมม์ เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงความรักระหว่างสองพี่-น้องที่บริสุทธ์ ความแต่ดั้งเดิม กล่าวไว้ทำนองว่า ลูกสาวของนางแม่มดแม่เลี้ยงนั้นมีอยู่ตาเดียว และในตอนจบ นางแม่มดนั้นได้ตายด้วยการถูกย่างไฟทั้งเป็น ว่ากันว่านิทานของสองพี่-น้องตระกูลกริมม์ บางเรื่องนั้นออกจะไปในแนวที่โหดร้ายไปบ้าง ต่อมาจึงนำมาตกแต่งใหม่ให้เหมาะ สำหรับเด็ก ๆ ในบางเรื่องว่ามาว่าอย่างนั้น
เรื่องราวมันเริ่มเกิดขึ้นเพราะพระราชินีผู้เป็นพระมารดาได้ทรงประชวรและ ทรงสิ้นพระชนลงไป และเมื่อพระราชาตัดสินใจอภิเษกสมรสใหม่กับหญิงแม่ม่าย ที่มีลูกติดคนหนึ่ง ซึ่งนางทั้งสองเผอิญเป็นแม่มดที่มีใจที่คับแคบและโหดร้ายเป็นอย่างมาก


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่นครใหญ่อันเป็นมหาราชอาณาจักรแห่งหนึ่งนั้นมีพระราชา และพระราชินีที่ทรงศิริโฉมงดงาม พวกเขาทั้งหลายปกครอง บ้านเมืองอย่างเป็นธรรมดังนั้นประชากรทุกคนจึงอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็น สุขโดยทุกถ้วนหน้า....พระราชาทรงมีพระราชธิดาคือเจ้าหญิงที่ทรงสิริโฉมไม่แพ้ไปจาก พระมารดาของพระองค์เองกับเจ้าชายน้อยราชโอรสอยู่อย่างละองค์ ทั้งสองพี่-น้องรักกันมาก พระองค์ทั้งสองดำรงค์ชีวิตอยู่กันมาอย่างผาสุข แต่ความผาสุขทั้งหลายที่มีอยู่นั้นก็ดูเหมือน ว่าจะดำเนินต่อไปอีกได้ไม่ยาวนาน เพราะต่อมาจากนั้นพระราชินีได้ทรงประชวรขึ้นด้วย โรคร้ายที่ไม่อาจที่จะเยียวยาและรักษาได้ ดังนั้นจึงทรงสิ้นพระชนลงไปในเวลาไม่นานหลัง จากนั้น.....


ครั้งแรก พระราชาตั้งใจว่า เมื่อสิ้นพระราชินีคู่ชีวิตคู่บัลลังก์ไปเสียแล้ว พระองค์จะไม่ทรง อภิเษกสมรสใหม่อย่างแน่นอน แต่นานวันเข้า ความเหงาบวกกับพระองค์ต้องการให้ พระธิดาและพระโอรสองค์น้อยของพระองค์ ได้มีพระมารดาเลี้ยงเพื่อจะได้ช่วยดูแล และอบรมสั่งสอน พระองค์จึงตัดสินใจอภิเษกสมรสใหม่กับหญิงแม่ม่ายที่มีลูกติดคนหนึ่ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหญิงแม่ม่ายกับลูกสาวของนางเป็นแม่มดที่มีใจคอที่คับแคบและออกจะโหด ร้ายเป็นอย่างมากปลอมตัวมา นางทั้งสองต้องการครอบครองเมืองที่สวยงามแห่งนี้ไว้เป็น เจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และก็แน่นอนที่นางทั้งสองจะคอยกลั่นแกล้งพี่-น้องทั้งสองในทุกเวลา โดยเฉพาะในที่ที่ลับตาของพระราชา


อยู่มาในวันหนึ่ง ในยามวิกาลเมื่อทุกคนในพระราชวังได้ถึงเวลาหลับไหลกันไปจนหมดสิ้น แล้วนั้น พระราชธิดาทรงสะดุ้งตื่นขึ้นมาในกลางครัน ด้วยได้ยินเสียงแปลก ๆ เหมือนเป็นเสียง ร่ายเวทมนตร์บางอย่าง และเสียงนั้นมันได้ดังก้องออกมาจากห้องของพระบิดาของตน เมื่อเธอตามเสียง ที่ได้ยินและไปแอบมองดู เธอก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เมื่อได้พบว่า นางแม่เลี้ยงใจร้าย กำลังร่ายเวทมนตร์บางอย่างใส่ลงไปในขวดเหล้าไวส์ และซึ่งในขณะนั้นพระราชาผู้เป็นพระราชบิดาของ เธอก็กำลังนั่งดื่มเหล้าไวส์ขวดนั้นอยู่อย่างมัวเมา


พระราชาเมื่อทรงดื่มเหล้าไวส์หมดขวดแล้วก็ได้กลายร่างไปเป็นหงส์ตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แล้ว ด้วยความตกใจพระองค์ได้โผบินออกไปทางหน้าต่างของพระราชวังในทันที นางแม่เลี้ยงร้อง ออกมาด้วยความดีใจว่า " ฮี่ ฮี่ เหอ ๆๆ ดีทีสุดเลยทีเดียว คราวนี้เมืองนี้กับปราสาทและ ประชากรทั้งหมดก็เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ต่อไปก็ถึงคราวของพวกลูก ๆ ของมัน เหอๆๆๆจะสาปให้เป็นอะไรดีล่ะนี่ ฮี่ ฮี่ เหอ ๆๆ " แต่มันช้าไปเสียแล้ว เพราะตอนนั้นเมื่อเจ้าหญิงทรงเห็นและรู้แล้วว่าแม่เลี้ยงของเธอนั้น ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นแม่มดที่โหดร้ายเจ้าหญิงรีบพาเจ้าชายน้อยหนีออกไปจากพระราชวัง ในทันทีทันใด ทั้งสองได้รอนแรมไปตามทุ่งนาและทุ่งหญ้า กระทั่งถึงเวลาค่ำ ในที่สุด สองพี่-น้องก็มาถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง และฝนก็เริ่มตกโปรยปรายลงมา พี่สาวจึงพูดว่า " น้อง ดูสิ แม้แต่สวรรค์ก็ยังร้องไห้ให้กับเราสองคน " และด้วยความเหนื่อยล้าผสม ความหิวโหยโศกเศร้า ด้วยเป็นการเดินทางอันยาวไกล ทั้งสองจึงคลานเข้าไปในโพรงไม้ แห่งหนึ่ง แล้วก็หลับไหลไปด้วยความเหนื่อยล้า


ส่วนทางฝ่ายนางแม่มดแม่เลี้ยงนั้น เมื่อนางพยายามค้นหาและเห็นว่าสองพี่น้อง ได้หนีออกไปจากพระราชวังเสียแล้ว นางก็รีบขี่ไม้เท้าคู่กายของนางออกติดตามไป อย่างเร็วรี่ เปรียบเหมือนดังงูเห่าตัวหนึ่งที่โหดร้าย แต่ด้วยความรีบร้อนของนางนั่นเอง นางจึงบินพลาดและบินไปชนเอาเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างจัง ดังนั้นนางจึงหันมาใช้ แผนการณ์ใหม่ โดยนางได้ใช้เวทมนตร์สะกดลำธารกับสายน้ำทุกแห่งที่มีอยู่ในป่าทั้งหมด ด้วยเพราะนางรู้ว่าทั้งสองพี่น้องนั้นไม่ว่าจะหนีไปในที่แห่งหนใด เขาทั้งสองจะต้องมีวันที่จะ กระหายน้ำขึ้นมาเข้าจนได้และไม่ในที่ใดก็ที่หนึ่งอย่างแน่นอนนั่นเอง....


จากนั้นเมื่อทั้งสองพี่-น้องตื่นขึ้น ดวงตะวันก็ลอยสูงอยู่ในท้องฟ้า และส่องแสงลงมา ยังโพรงไม้อย่างเจิดจ้า ดังนั้น สองพี่-น้องจึงออกจากที่พักค้างแรม แล้วเดินตระเวนไป เพื่อเสาะหาน้ำอย่างที่นางแม่มดมันคิดเอาไว้ไม่มีผิด " โอ้ ฉันกระหายน้ำเหลือเกิน "น้องชาย ว่า " หากพบสายน้ำหรือลำธารสักแห่งหนึ่งคงจะดี " แล้วพวกเขาก็หยุดเดินเพื่อเงี่ยหูฟัง แล้วน้องชายจึงพูดต่อว่า " ฟังสิฉันคิดว่า ได้ยินเสียงน้ำไหล " เด็กชายจูงมือพี่สาว แล้ว ทั้งสองก็พากันวิ่งไปหาแหล่งน้ำ เมื่อพบกับสายน้ำซึ่งเป็นลำธาร ก็ปรากฏว่ามีหงส์ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับที่เป็นพระบิดาที่โดนนางแม่มดสาปให้เป็นไปนั้น ออกมา ปรากฏร่างขึ้น และเวียนว่ายอยู่ที่กลางสายน้ำสายนั้น


เสียงอันน่ายินดีของลำธารที่รินไหลกระทบกับก้อนกรวด และในขณะที่เด็กชายกำลัง ก้มลงไปหมายจะกินน้ำด้วยความกระหาย หงส์ผู้เป็นพระบิดาก็พูดขึ้นว่า" เราคือ พระบิดาของเจ้าทั้งสองที่โดนสาปให้เป็นไป เจ้าจงอย่าดื่มกินน้ำในลำธารนี้เป็นอันขาด คนที่ดื่มเป็นคนแรกจะกลายร่างเป็นสิงโตในฉับพลัน แล้วก็จะหันมาขย้ำและกัดกินคน ที่เหลืออยู่เป็นชิ้น ๆ " ด้วยเจ้าชายน้อยผู้เป็นน้องชายนั้นตั้งแต่หนีตามพี่สาวออก มาจากวังหลวง เขานั้นไม่รู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหมือน ๆกันกับพี่สาวของเขาเลยแม้แต่น้อย พระองค์ จึงไม่ค่อยที่จะเชื่อคำพูดของหงส์ที่ว่าเป็นพระบิดาของตน เขายังคงรบเร้ากับพี่สาวว่า " พี่ ที่รักน้องกระหายน้ำเหลือเกิน " น้องชายทำทีท่าว่าจะวักน้ำดื่ม พี่สาวจึงพูด ว่า "น้องที่รัก...พี่ขอร้องให้น้องอย่าได้ดื่มน้ำจากลำธารนี่เลย พี่กลัวน้องจะกลายเป็นสิงโต แล้วขย้ำพี่กินอย่างที่หงส์ว่า "


ดังนั้นถึงแม้ว่าเด็กชายซึ่งยังไม่ค่อยที่จะเชื่อว่าหงส์ตัวนี้คือพระบิดาของตนก็ตาม และถึง แม้ว่าเขาจะกระหายน้ำอย่างเหลือกำลัง แต่เขาก็พยายามยับยั้งความต้องการของตน เขาพูดว่า " พี่ที่รัก ถ้าพี่กลัวน้องก็จะรอจนกว่าว่าเราจะไปกับพบลำธารสายต่อไป "ดังนั้น ทั้งสองจึงเดินทางกันต่อไป แต่เมื่อเดินทางกันต่อไปจนมาพบเข้ากับลำธารอีกสายหนึ่ง หงส์ตัวเดิม ก็ออกมาปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง และพูดขึ้นเหมือนเดิมอีกว่า" จงอย่าดื่มกินน้ำในลำธาร นี้เป็นอันขาด คนที่ดื่มเป็นคนแรกจะกลายร่างเป็นหมาป่าในฉับพลัน แล้วก็จะหันมาขย้ำและ กัดกินคนที่เหลืออยู่เป็นชิ้น ๆ "



หน้า 1   หน้า 2   หน้า 3

แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์