นางพญาหิมะ
บทนำเรื่อง
นิทานเรื่อง " นางพญาหิมะ " นี้เป็นนิทานที่ถูกแต่งขึ้นโดยนักแต่ง เทพนิยายชื่อ " แอนเดอร์เสน " ได้เล่าถึงความซาบซึ้ง ความเสียสละ อย่างกล้าหาญ และความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อเพื่อนของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเอกของนิทานเรื่องนี้ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่จะหาไม่ได้อีกแล้ว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ได้เกิดเรื่องขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับปีศาจดูดเลือดผู้ชั่วร้ายมากตนหนึ่ง ซึ่งปีศาจตัวนี้นับเป็นหนึ่งในปีศาจที่ร้ายกาจที่สุด เพราะมันเป็นปีศาจตัวจริง วันหนึ่งมันได้สร้าง กระจกเงาขึ้นมาบานหนึ่ง ซึ่งกระจกเงาแผ่นนี้มีอำนาจทำให้ทุกสิ่งที่ดีงามที่สะท้อนในกระจกนั้น เห็นออกมาเป็น ภาพเล็กกระจิ๋วหลิวมองแทบจะไม่เห็นความงาม แต่ถ้าส่องสิ่งที่ไร้ค่าและชั่วร้าย กลับจะสะท้อนภาพให้เห็นใหญ่โต ชัดเจนขึ้น และชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ภูมิประเทศที่แสนสวยงาม จะเห็นเป็นภาพโย้เย้ท้องฟ้าในกระจกเงานั้น จะมืดมน บ้านเรือนต่าง ๆ ก็จะดูเก่าและหักพังจนหาความงามไม่ได้เลยสักนิด ผู้คนก็จะดูน่าเกลียด หน้าตาจะบิดเบี้ยว จนไม่มีใครจำได้ เจ้าปีศาจตนนี้บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตลกและแสนที่จะน่าขบขันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว มันได้ออกคำสั่งให้พวกบริวารของมันถือกระจกเงาไปในทุก ๆที่ กระทั่งในที่สุดก็ไม่มีที่ใด หรือบุคคลใด ที่ไม่เคยถูกส่อง ผ่านกระจกอันบิดเบี้ยวอันนี้ไปได้เลยสักคนเดียว
ปีศาจดูดเลือดผู้ชั่วร้ายนั้นยิ่งนับวันก็ยิ่งเหิมเกริมหนักขึ้น ๆ จนในที่สุดมันก็ได้ออกคำสั่งให้พวกบริวารของมันเหาะนำ กระจกเงาบานนั้นขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อจะส่องดูพวกเทวดา นางฟ้า และเทพเจ้าแต่ขณะที่พวกมันกำลังเหาะขึ้นไป จวนที่จะถึงสวรรค์อยู่รอมร่อ ๆ แล้วนั้น พลัน ! ทันใดนั้น..ก็เกิดแสงสว่างจ้าขึ้นมากลางครัน และแล้ว เทพเจ้าก็ได้ออกมาปรากฏกายขึ้นต่อหน้าพวกมัน เทพเจ้าทรงพิโรธเป็นอย่างมากกับความคิดที่ชั่วร้ายอันนี้ แล้วเทพเจ้า ก็ได้บรรดาลให้เกิดแสงที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟนรกมหากาฬขึ้น...ไฟนั้นได้ถูกส่องไปที่พวกปีศาจดูดเลือดพวกนั้น จนดวงตาของ พวกมันทุกตนต้องแตกสลาย และ ร่างกายนั้นก็ได้โดนฉุดลงไปสู่นรกอย่างหมดท่า และด้วยความร้อนแรงของเปลวไฟ กระจกเงาบานนั้นก็ได้แตกละเอียดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ และได้บังเอิญตกลงไปบนพื้นโลกเสียแล้ว.... ในเวลานี้กระจกเงาบานนั้นจะต้องทำให้เกิดความทุกข์หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม...เพราะเศษกระจกเงาจำนวนหนึ่ง ขนาดเล็กกว่าเม็ดทรายนั้น ได้กระเด็นไปทั่วโลกในทุก ๆ ประเทศ และเมื่อชิ้นส่วนที่เล็กจิ๋วเหล่านี้ชิ้นหนึ่งปลิวไปเข้า ตาคนแล้ว มันจะฝังอยู่อย่างนั้น โดยที่บุคคลผู้นั้นจะไม่รู้ และนับแต่นั้น เขาจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในสภาพที่บิดเบี้ยว หรือเห็นเฉพาะด้านที่เลวที่สุดของสิ่งที่เขากำลังมอง มีบางคนมีเศษกระจกเงาฝังเข้าไปในหัวใจ และนี่เป็นเรื่องที่ น่ากลัวมาก เพราะหัวใจของเขาผู้นั้นจะเย็นชาจนเหมือนก้อนน้ำแข็ง...เขาผู้นั้นจะเปลี่ยนไปจะเห็นสิ่งที่ชั่วร้ายต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดีและวิเศษสุด..โอ้พระเจ้า...ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างเหลือเกิน....
เศษกระจกเงาเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งได้ล่องลอยไปในอากาศ และบัดนี้เราจะได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขา เป็นเรื่องของ เด็กหญิงและเด็กชายที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง มีเด็กหญิงและเด็กชายที่เป็นเพื่อนรักกัน มาตั้งแต่เล็ก บ้านของเขาทั้งสองอยู่ติดกัน เปิดหน้าต่างทุกเช้าจะเห็นหน้ากันพอดี ขณะนี้เป็นฤดูหนาว หิมะตกหนาคลุมทั่ว ผู้คนกล่าวขวัญกันถึงการผ่านมาของนางพญาหิมะ แต่ยังไม่มีใครเคยได้พบ เด็กชายใฝ่ฝันอยากพบกับพระองค์ เขาเป็นเด็กที่รัก การผจญภัย แต่เด็กหญิงไม่ปรารถนาเช่นนั้น เพราะเกรงนางพญาหิมะจะนำเขาแยกไปจากเธอ เด็กชายชื่อเคย์ และเด็กหญิงชื่อเกอร์ดา มันช่างเป็นการบังเอิญอย่างเหลือเกินที่วันนั้น ซึ่งเป็นวันที่แสนที่จะโชคร้าย เพราะเด็กทั้งสองได้ออกมารดน้ำให้ดอกกุหลาบ กันที่นอกชานเฉลียงบ้านของทั้งสองเข้าในวันนั้นพอดี
ขณะที่เขาทั้งสองกำลังรดน้ำให้ดอกกุหลาบกันอยู่อย่างเพลิดเพลินนั้น ก็ได้มีเศษกระจกปลิวมาเข้าตาของเคย์เข้าจำนวนหนึ่ง เกอร์ดาพยายามช่วย แต่เคย์บอกไม่เป็นไร เพราะไม่มีอาการเจ็บปวด และยังแสดงกิริยาผลักไสเธออีกด้วย " โอ ภายในอก ของฉันรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรติดอยู่ และตอนนี้มันติดอยู่ในดวงตาอีกแล้ว " เกอร์ดาเอื้อมมือไปกอดคอเคย์ไว้ เขากระพิบตา แต่ก็ไม่เห็นอะไร " มันคงหลุดไปแล้ว " เขาบอก แต่ความจริงมันยังอยู่ มันเป็นเศษกระจกเงา กระจกวิเศษของเจ้าปีศาจร้าย บานนั้นที่เราได้พูดถึงมาแล้ว กระจกที่แสนจะน่าเกลียดและน่าชัง เคย์น้อยผู้น่าสงสารต้องได้รับเศษกระจกเล็ก ๆ นี้มาใน หัวใจด้วย ซึ่งในไม่ช้ามันก็จะกลายเป็นก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่ง ซึ่งมันจะทำหรือบงการให้เขาเป็นคนที่เย็นชาและใจร้ายขึ้นมา อย่างไม่รู้ตัว แม้มันจะไม่ทำอันตรายในตอนนี้ แต่กระจกนั้นยังอยู่และฝังตัวลึกเข้าไปทุกที ๆ แล้วอยู่ ๆ เคย์ก็ร้องขึ้นในทันใดที่ เขาได้มองไปที่กระถางดอกกุหลาบ " โอ๊ะ ดูนั่น " เขาบอก " กุหลาบนั่นถูกหนอนกิน ดอกนี้งอหงิกเลย ในที่สุดมันก็จะกลาย เป็นกุหลาบที่น่าเกลียดเหมือนกล่องที่ใส่มันอยู่นี่แหละ " จากนั้นเขาก็ใช้เท้าเตะมันอย่างแรงและดึงกุหลาบสองต้นนั้นขึ้น " เคย์ ทำอะไรน่ะ ! " เด็กหญิงร้องถาม จากนั้น เมื่อเขาเห็นว่าเกอร์ดาตกใจ เขาก็ถอนกุหลาบอีกต้น แล้วกระโจนหนีเข้าไป ทางหน้าต่างบ้านของตัวเอง ผละหนีไปจากเกอร์ดาทันที
วันต่อมาเมื่อเกอร์ดามาหาเคย์พร้อมกับนำสมุดภาพที่เคย์เคยชอบมาด้วย แต่เขากลับบอกว่า " นั่นมันเหมาะกับเด็กทารก มากกว่า " แล้วเขาก็เริ่มแสดงท่าทางโมโหฉุนเฉียวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เคย์จับแจกันดอกกุหลาบกับหนังสือเล่มนั้นได้ ก็ขว้างใส่เกอร์ดา แล้วพูดว่า " ฉันไม่อยากเห็นหน้าที่น่าชังของเธออีกต่อไป ได้ยินไหม ? แล้วทีหลังก็ไม่ต้องเข้ามาหาฉันที่ ห้องนี้อีกด้วย..ไป ออกไป ฉันอยากอยู่คนเดียว " เกอร์ดาตกใจมากที่เคย์เปลี่ยนไปอย่างมากมายขนาดนี้ เขากล้าเอ่ยปากไล่แม้ กระทั่งเกอร์ดาที่เขาก็รู้ว่ารักเขาอย่างสุดหัวใจ เกอร์ดานึกเสียใจขึ้นมาอย่างที่สุด และเดินร้องให้กลับไปที่บ้านของเธอทันที วันนั้น
ตั้งแต่นั้นการเล่นของเคย์ก็ต่างไปมาก ไม่ใช่การเล่นของเด็ก ๆ เลย แม้แต่เมื่อคุณยายเล่านิทานเรื่องต่าง ๆ ที่เขาเคยชอบฟังมา ตลอดให้ฟัง เขาก็กลับจะคอยขัดอยู่เรื่อยว่า " แต่... " " จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง..." หรือจะคอยแอบล้อเลียนแบบการพูดของคุณ ยาย บางครั้งก็จะจบลงด้วยการแกล้งหรือไม่เชื่อฟังคำสอนของคุณยายเหมือนเมื่อก่อน รวมทั้งเด็กอื่น ๆที่อยู่ข้างบ้าน ก็เหมือน กัน เขาก็จะไม่เล่นด้วย และจะแกล้งเอาให้บ่อย ๆ เหมือนกัน วันหนึ่งในฤดูหนาว เคย์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมีรถเลื่อนหิมะอยู่ ข้างหลัง เขาตะโกนใส่หูเกอร์ดาว่า " ฉันได้รับอนุญาตให้ไปเล่นรถเลื่อนหิมะในลานกว้างที่มีคนอื่น ๆ เล่นกันอยู่ได้ " พูดจบเขา ก็วิ่งปร๋อออกไป ในลานกว้างใหญ่ การเล่นรถเลื่อนของเด็ก ๆผู้ชายที่ใจกล้าที่สุดในเมืองนี้นั้น พวกเขามักจะผูกเลื่อนของตัวเอง เข้ากับเกวียนของชาวบ้าน และเคลื่อนตามไปด้วยอย่างดี มันเป็นเรื่องที่สนุกและตื่นเต้นอย่างมากของพวกเขาเด็กเหล่านั้น และ ในขณะที่พวกเขาทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่นั้น ก็ได้มีรถเลื่อนคันใหญ่สีขาวผ่านมา
มีใครคนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น พันกายด้วยผ้าขนสัตว์สีขาว สวมมงกุฏและในมือได้ถือคธาไว้ด้วย รถเลื่อนนั้นขับวน รอบลานดังกล่าวอย่างเชื่องช้าสองรอบ เคย์จึงได้โอกาสและแอบเข้าไปผูกรถเลื่อนของเขาติดเอาไว้ด้วย และเมื่อรถเลื่อนคัน ใหญ่คันนั้นได้ออกเคลื่อนที่ออกไป เคย์จึงได้เคลื่อนตามไปด้วย รถเลื่อนคันนั้นเคลื่อนที่เร็วขึ้นทุกที ๆ ผ่านถนนสายถัดไป คนที่ขับเลื่อนก็หันหน้ามาพยักหน้าอย่างอารมณ์ดีกับเคย์ ราวกับรู้จักกันมาก่อน ทุกครั้งที่เคย์อยากจะปลดเลื่อนอันเล็กของเขา คนขับก็กลับพยักหน้าให้อีกครั้ง เคย์จึงต้องนั่งนิ่ง เมื่อรถเลื่อนขับผ่านประตูเมืองออกไป จากนั้นหิมะก็เริ่มตกหนัก เขาพยายาม ปลดเชือกออก แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเลื่อนคันเล็กนั้นถูกผูกไว้อย่างแน่นหนา มันจึงเลื่อนตามไปอย่างรวดเร็วราวกับ ลมพัด เขาจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง และขอร้องขอให้หยุด เลื่อนใหญ่หยุดกึก เผยให้เห็นสุภาพสตรีคนที่เป็นคนขับรถ เลื่อนคันนั้นอย่างเต็มตา นางมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวโพลน ใช่แล้วนางคือ นางพญาหิมะ นั่นเอง
" เรามาไกลมากแล้วเด็กน้อยผู้มีจิตใจที่แสนที่จะเย็นชา..ที่รัก " นางพูด " ว่าแต่เจ้าน่ะหนาวมากใช่ไหม ? มาขึ้นมานั่งใกล้ ๆ ข้าที่บนรถเลื่อนของข้านี่สิ " จากนั้นนางก็ให้เขาขึ้นมานั่งบนรถเลื่อนนั้น เขาเกิดความรู้สึกราวกับว่าจมลงไปในหลุมหิมะ ก็ไม่ปานเลยทีเดียว " ยังหนาวอยู่หรือ ? " นางถามพลางก้มลงจูบเขาที่หน้าผาก อู๋ว...รอยจูบนั้นเย็นกว่าน้ำแข็งเสียอีก มันหนาว ลงไปถึงในหัวใจของเคย์ เขารู้สึกราวกับว่ากำลังจะตาย แต่เป็นแค่เพียงชั่วขณะเท่านั้น ไม่ช้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้ง และก็ไม่ รู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศโดยรอบอีกเลย นางพญาหิมะจูบเคย์อีกครั้ง และคราวนี้มันทำให้เขาลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืม เกอร์ดา ลืมคุณยายและทุกคนที่บ้านไปหมดเสียแล้ว...เคย์มองดูนางพญาหิมะ ในสายตาของเขานั้น นางดูงดงามอย่างเลอเลิศ และเขาไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด แล้วนางก็ยิ้มให้เขาอีกครั้ง พร้อมกับพาเลื่อนคันนั้นเหาะเคลื่อนออกไปด้วยความเร็วและสูง ขึ้นไปในอากาศพร้อมด้วยกับเขา เลื่อนเคลื่อนจนขึ้นไปบนก้อนเมฆที่ดำทะมึน มีเสียงคำรามของพายุ พวกเขาลอยละลิ่วข้ามป่า และทะเลสาบ ข้ามทะเลและพิ้นดิน เบื้องล่างเป็นพายุคลั่งที่คำรามลั่น สุนัขป่าหอน และเหนือขึ้นไปมีพระจันทร์ส่องแสงสว่าง กระจ่างใส และต่อจากนี้ไปเคย์จะมองเห็นได้ก็แต่เพียงสิ่งเหล่านั้นตลอดคืนอันหนาวที่ยาวนาน และในเวลากลางวันก็จะนอน หลับอยู่ที่ตรงแทบเท้าของนางพญาหิมะเสียแล้วและตลอดกาลเสียด้วย....โอ้...พระเจ้าแล้วเกอร์ดาจะอยู่อย่างไรเมื่อปราศจากเคย์ เคย์หายไปไหนไม่มีใครรู้ ทั้งไม่มีใครที่จะบอกเรื่องราวของเขาได้แม้แต่น้อย มีแค่เด็กชายคนหนึ่งบอกว่า เห็นเคย์ผูกเลื่อนของ เขาเข้ากับรถเลื่อนที่ใหญ่มากคันหนึ่ง ซึ่งขับผ่านไปตามถนน และออกประตูเมืองไป ไม่มีใครรู้ว่าเลื่อนนั้นไปที่ไหน เกอร์ดา คร่ำครวญและเสียน้ำตาไปไม่น้อยเลย เธอเฝ้าเศร้าเสียใจอยู่นาน จากนั้นพวกผู้คนต่าง ๆ ก็ลือกันว่าเคย์ได้ตายไปแล้ว โดยตกลง ไปในแม่น้ำที่ไหลขนานไปกับเมือง โอ้..มันช่างเป็นฤดูหนาวอันยาวนานและน่าเศร้านัก...
บัดนี้...ฤดูใบไม้ผลิก็มาถึง พร้อมด้วยแสงแดดอันอบอุ่น " เคย์ตายแล้ว เขาจากไปแล้ว " เกอร์ดาพูดกับดวงตะวัน " ฉันไม่เชื่อ " ดวงตะวันบอก " เขาตายแล้ว เขาจากไปแล้ว " เธอบอกกับผีเสื้ออีก แต่ผีเสื้อก็บอกว่า " พวกเราไม่เชื่อหรอก " และใน ที่สุดเกอร์ดาก็เริ่มคล้อยตาม " ฉันจะนำรองเท้าแดงคู่ใหม่ของฉัน " เธอเอ่ยขึ้นในตอนเช้าของวันหนึ่ง "คู่นี้เคย์ไม่เคยเห็นมา ก่อนและมันเป็นรองเท้าคู่ที่ฉันให้ความสำคัญและรักอย่างที่สุด จากนั้นฉันก็จะลงไปที่แม่น้ำ เพื่อถามหาเขา " และในตอนเช้าตรู่ ของวันรุ่งขึ้นเกอร์ด้าได้หยิบรองเท้าแดงของเธอคู่นั้นมากอดเอาไว้ เธอตัดสินใจที่จะไปตามหาเคย์ และจะเดินทางไปตามลำพัง เกอร์ดาเดินออกจากประตูเมือง และมุ่งหน้าตรงไปที่แม่น้ำ " จริงไหมที่ว่าเจ้านั้นเป็นผู้พรากเพื่อนสุดที่รักไปจากฉัน " เธอถามแม่ น้ำ " ฉันจะให้รองเท้าแดงคู่นี้เป็นรางวัลแก่เธอ ถ้าเธอคืนเขากลับมา " จากฉันเกอร์ดาก็ยกรองเท้าแดงของเธอขึ้น แล้วขว้าง ลงไปในแม่น้ำ แต่คลื่นน้อย ๆ ก็พามันกลับมาหาเธออีกมันกลับมาเกยอยู่บนฝั่ง ราวกับว่าแม่น้ำไม่อยากรับของสิ่งนั้น เพราะแม่ น้ำไม่อาจจะคืนเคย์ให้กับเธอได้ แต่เกอร์ดาเข้าใจว่าเธออาจจะขว้างรองเท้าออกไปไม่ไกลพอ เธอจึงปีนขึ้นไปในเรือที่ลอยอยู่ ท่ามกลางพงอ้อ แล้วขว้างรองเท้าจากท้ายเรือลงไปในน้ำอีกหน แต่เรือลำนั้นไม่ได้ผูกไว้แน่นพอ การขยับตัวของเธอทำให้เรือ เคลื่อนออกไปจากฝั่ง และเมื่อเธอเห็นดังนั้น จึงรีบถลาไปที่หัวเรือ แต่ตอนนั้นเธออยู่ห่างฝั่งออกมาอย่างมาก แล้วอยู่ ๆ เรือก็ ลอยออกไปเร็วกว่าเดิมเกอร์ดารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แล้วเริ่มร้องให้ แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอ แล้วเมื่อเกอร์ดาหายตกใจ แล้ว เธอได้จ้องมองไปที่ในสายน้ำและคิดว่าการที่สายน้ำไม่รับรองเท้าแดงของเธอนั้นคงเป็นเพราะว่าเคย์อาจจะยังไม่ตายจริง ๆ เป็นแน่ จึงบอกกับสายน้ำว่า " ถ้าเคย์ยังไม่ตายแล้วละก็ เธอจงช่วยพาฉันไปที่ที่เคย์อยู่ตอนนี้ได้ไหม? " แต่สายน้ำก็ไม่ได้พูดตอบ อะไรออกมา เป็นแต่เพียงว่าเรือลำนั้นลอยพาเกอร์ดาไปตามสายน้ำเรื่อย ๆ ไกลออกไปทุกที...และอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง เสียด้วย....
เมื่อเรือล่วงหน้ามาไกลมากพอสมควร ทั้งสองฝากฝั่งมีดอกไม้ขึ้นสวยงาม " แม่น้ำคงพาฉันไปหาเคย์กระมังนี่ " เกอร์ดาคิด เธอลุกขึ้นยืนและจ้องมองไปยังริมฝั่งแม่น้ำที่เขียวชอุ่มเป็นเวลานาน ในที่สุดเธอก็ไปถึงสวนเชอร์รี่ขนาดใหญ่ มีบ้านหลังคา สีแดงหลังใหญ่ปลูกอยู่และยังมีหลังคามุงด้วยดอกไม้สวยงามนานาชนิด มีหญิงชราคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน นางถือไม้เท้า อันใหญ่อยู่ในมือและใส่หมวกกันแดดใบใหญ่ บนหมวกมีดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์พันอยู่รอบ ๆ " แม่หนูน้อยที่น่าสงสาร " หญิงชรา กล่าว " เป็นไงมาไงล่ะ หลานเอ๋ย ถึงได้ออกมากลางน้ำเชี่ยวอย่างนี้ มาเสียไกลนะนี่ " จากนั้นหญิงชราก็เดินลงไปในน้ำ ใช้ไม้ เท้าเกี่ยวเรือให้เข้ามาใกล้ฝั่ง และช่วยให้ขึ้นมาบนฝั่ง เกอร์ดารู้สึกดีใจที่ได้สัมผัสกับพื้นดินแห้ง แม้ว่าเธอออกจะกลัวหญิงชรา แปลกหน้าคนนั้นก็ตาม " เอ้า มานี่สิ บอกมาซิว่าแม่หนูน่ะเป็นใคร แล้วมาที่นี่ได้อย่างไร " จากนั้นเกอร์ดาก็เล่าเรื่องทั้งหมด ให้หญิงชราฟังและเมื่อเล่าจบ เกอร์ดาก็ถามว่าเห็นเคย์หรือไม่ หญิงชราบอกว่าเคย์ไม่ได้ผ่านมาทางนี้ แต่คงจะตามมาในไม่ช้า นางพยายามพูดคุยเพื่อหันเหให้เกอร์ดาหายเศร้าโศรก โดยให้รับประทานเชอร์รี่และเที่ยวชมดอกไม้ ซึ่งสวยงามกว่าสมุดภาพ เล่มใด ๆ เพราะแต่ละดอกนั้น สามารถพูดคุยและเล่าเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วย แล้วนางก็จูงมือเกอร์ดา พาเข้าไปในบ้านหลังคาสี แดงหลังนั้น แล้วหญิงชราก็ปิดประตู
ภายในบ้านมีสีสรรที่แปลกตาและตบแต่งไว้อย่างสวยงามมาก บนโต๊ะก็มีอาหารหลายชนิดวางไว้มากมาย เกอร์ดาได้รับอนุญาติ ให้กินมากเท่าใดก็ได้เท่าที่เธอต้องการดังนั้นเธอจึงตั้งหน้าตั้งตากินอาหารเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน แต่เกอร์ด้าไม่รู้หรอกว่า ในอาหารเหล่านี้นั้นได้โดนร่ายเวทย์มนต์เอาไว้ทั้งหมด และหญิงชรานางนี้เธอเป็นแม่มดแต่นางเป็นแม่มดที่ดี นางต้องอาศัยอยู่ตัว คนเดียวเป็นเวลานานแสนนาน ต้องหว้าเหว่เป็นอย่างมาก ดังนั้นนางจึงอยากใด้เกอร์ดาให้มาอยู่ด้วย นางนั่งมองใบหน้าที่สวย งามของเกอร์ดาแล้วบอกว่า " ฉันอยากได้สาวน้อยที่น่ารักอย่างเธอมานานแล้ว " "และตอนนี้เธอต้องมาอยู่กับฉัน และดูสิว่า เรา จะอยู่ที่นี่กันอย่างมีความสุขแค่ไหน " แล้วขณะนั้นเมื่อเกอร์ดากินอาหารเสร็จและอิ่มลงเท่านั้น เธอก็ได้ลืมเคย์ เพื่อนของเธอไป เสียแล้วด้วยเวทย์มนต์ที่หญิงชราได้ร่ายลงไปในอาหารเหล่านั้น และแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นแม่มดที่ชั่วร้ายก็ตาม เธอเพียงร่ายมนต์ เล็กน้อยเพื่อให้เกอร์ดาลืมสิ่งต่าง ๆในอดีตและจะได้อยู่กับเธอตลอดไป แล้วเกอร์ดาก็ลืมหมดทุกอย่างในอดีตจริง ๆ เธอได้อาศัย ใช้ชีวิตอยู่กับหญิงชราแม่มดเสียตั้งแต่บัดนั้นเลยทีเดียว...เมื่อวันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าจนเลยมาถึงเวลาที่ใกล้ ๆ ที่ฤดูหนาวจะ เข้ามาเยือนอีกวาระหนึ่งนั้น ด้วยเวทย์มนต์ที่หญิงชราร่ายลงไปในอาหารให้เกอร์ดารับประทานนั้นเป็นเวทย์มนต์อ่อน ๆ แล้วเมื่อ เวลาผ่านมานานจนข้ามฤดูขนาดนั้น หญิงชราทำพลาดเสียแล้วโดยลืมเติมเวทย์มนต์สำทับเข้าไปอีกครั้ง ดังนั้นเกอร์ดาจึงรู้สึกตัว ขึ้นและนึกถึงเคย์ขึ้นมาได้อีกครั้ง เธอตกใจมาก " โอ้..ตายแล้ว นี่ฉันเป็นอะไรไป ฉันเสียเวลาไปมากเหลือเกิน ! " เกอร์ดาพูด " นี่มันฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฉันหยุดไม่ได้อีกแล้ว เคย์..เธออยู่ที่ไหน ? " เกอร์ดาร้องให้ออกมาอีกครั้ง แล้วเผอิญตอนนั้นหญิงชราไม่ อยู่ได้ออกไปธุระข้างนอกบ้านพอดี ดังนั้นเกอร์ดาจึงได้มีโอกาศและได้หนีออกมาจากบ้านหลังนั้นเพื่อตามหาเคย์เพื่อนรักของ เธออีกครั้ง...
เกอร์ดาตัดสินใจเดินทางเพื่อจะไปหาเคย์ต่อ ทุกสิ่งรอบตัวของเธอดูหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว ใบไม้ของตั้นไม้ทุกต้นตอนนี้ ก็มีสีเหลืองไปหมด แถมยังเปียกโชกอยู่ท่ามกลางไอหมอกหนา ใบไม้ร่วงจากต้นใบแล้วใบเล่า ดูเถอะ...โลกกว้างนี้ทำไมถึง ต้องมีแต่ความหมองหม่น ! เกอร์ดาเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เพราะเธอต้องวิ่งมาด้วยระยะทางที่ไกลมาก เธอคิดว่าจะต้องพัก เอาแรงสักหน่อย และที่ตรงข้ามกับบริเวณที่เธอได้นั่งอยู่นั้น เธอเห็นอีกาตัวใหญ่ตัวหนึ่งซึ่งมันได้บินเข้ามาหาเธอ และเมื่อมัน บินเข้ามาใกล้มันมองเธออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็สั่นหัวพลางพูดว่า " กา ! กา ! โก ดา ! โก ดา ! " มันพูดอย่างชัดเจนที่สุดเท่า ที่มันทำได้ จากนั้นมันก็ร้องถามเธอว่า เธอกำลังจะไปไหนคนเดียวในโลกกว้างนี้...ดังนั้นเกอร์ดาจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดของชีวิต และการเดินทางของเธอให้อีกาตั้วนั้นฟัง และถามว่ามันเคยเห็นเคย์หรือไม่ อีกาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมมากพลางเอ่ยว่า " อาจ จะใช่ อาจจะใช่ " " อะไรนะ เธอหมายความว่าเคยเห็นหรือ ? " เกอร์ดาร้องถามขึ้นด้วยความดีใจ แล้วเธอก็ตรงเข้าจูบอีกา และกอดมันอย่างแรงจนมันแทบจะหายใจไม่ออกเลยทีเดียว " มีเหตุผล ! มีเหตุผล ! " อีกาบอก " ฉันว่าต้องเป็นเคย์คนที่เธอ กำลังตามหานั่น แต่เธอต้องเข้าใจนะว่าตอนนี้เขาลืมเธอแล้ว เพราะเจ้าหญิงนั่น " " เขาอยู่กับเจ้ากญิงเหรอ " เกอร์ดาถาม " ใช่แล้ว ฟังนะ อีกาตอบ " ในอาณาจักรแห่งนี้ มีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ทรงฉลาดหลักแหลมอย่างล้ำเลิศ มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่เธอ นั่งบนบัลลังก์ เจ้าหญิงเริ่มร้องเพลง โดยขึ้นต้นว่า " ทำไมหนอฉันจึงไม่ได้อภิเษกสมรส... " " ฟังให้ดีนะ เพลงนั้นมีความหมาย แฝงอยู่ ! " เจ้าหญิงรับสั่ง เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะอภิเษกสมรส แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าบ่าวจะต้องสามารถตอบคำถามที่ พระองค์ถามได้หมดทุกเรื่อง จากนั้นพระองค์ก็รับสั่งให้ตีกลองเรียกประชุมขุนนางทั้งปวงและพวกเขาก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง มีชายหนุ่มรูปงามมากมายเดินทางมาเพื่อตอบคำถามของเจ้าหญิงและต้องการอยากจะเป็นเจ้าบ่าว แต่ไม่มีคนใดเลยที่จะเป็นผู้ที่ถูกโดนเลือก วันแล้ววันเล่าและวันต่อ ๆ มาด้วยไม่มีใครตอบคำถามที่มากมายของเจ้าหญิงได้หมดสักคน นี่เป็นเรื่องจริง " เจ้ากาพูด " แล้วเคย์ล่ะ เล่าเรื่องเคย์ให้ฉันฟังหน่อยสิ " เกอร์ดาถาม " เขาอยู่ท่ามกลางคนพวกนั้นหรือเปล่า " เจ้ากาจึงตอบว่า " เดี๋ยวสิ เรากำลังจะพูดถึงเขาอยู่ ในหลายวันที่ผ่านมาก็มีชายร่างเล็กเดินไปยังพระราชวังอย่างร่าเริง เขาไม่มีม้าหรือรถม้า นัยน์ ตาของเขาเป็นประกายเหมือนเธอ มีเส้นผมที่สวยงาม แต่เสื้อผ้าดูเก่าซอมซ่อมาก " " นั่นแหละเคย์ ! " เกอร์ดาพูดอย่างยินดี " โอ ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะได้เจอเขาแน่นะสิ ! " แล้วเธอก็ตบมือ " บนหลังเขาสะพายย่ามไว้ด้วย " อีกาบอก " ไม่ใช่ คงจะเป็นเลื่อนอันเล็กของเขา " เกอร์ดาบอก " เพราะเขาออกไปพร้อมกับเลื่อน" " อะไรทำนองนั้นแหละ " อีกาว่า " ฉันไม่ได้มองใกล้ มาก แต่ฉันรู้มาจากคนรักของฉันที่เป็นกาด้วยกันและเธอมีหน้าที่รับใช้อยู่ในครัวของพระราชวังเลยทีเดียวนะ คนรักของฉัน บอกว่า เห็นเขาเดินผ่านประตูพระราชวังเข้าไป แต่เขาไม่ได้ประหม่าเลยสักนิด เขาพยักหน้าทักทายทหารพร้อมกับกล่าวว่า " มันน่าเบื่อที่จะยืนเข้าแถวตามขั้นบันไดอย่างนั้น ฉันควรจะเข้าไปข้างในเลย แล้วเขาก็เดินดุ่ม ๆเข้าไปหาเจ้าหญิงเลยทีเดียว พระองค์กำลังประทับบนหอยมุกที่ใหญ่ขนาดล้อโลงสี เขาช่างมีเสน่ห์และกล้าหาญมาก เขาไม่ได้มาขอแต่งงานกับเจ้าหญิง แต่ได้ยินความฉลาดของพระองค์ และเขาก็ชื่นชมเจ้าหญิง ส่วนเจ้าหญิงก็ชื่นชมเขา " " แน่นอนล่ะ นั่นแหละเคย์ของฉัน " เกอร์ดาเอ่ย " เขาฉลาดมาก โอ แล้วเธอจะพาฉันไปที่พระราชวังนั่นได้ไหม " อีกาจึงตอบว่า " พูดน่ะพูดง่ายจะตาย แต่ว่าปัญหา มันอยู่ที่ว่าเราจะทำกันยังไงดี ฉันจะพูดเรื่องนี้กับคนรักของฉันนะ และขอคำแนะนำจากเธอ เพราะฉันต้องเล่าให้เจ้าฟังก่อน ว่ามันเป็นเรื่องยากมาก ที่เด็กหญิงอย่างเจ้าจะได้รับอนุญาติให้เข้าไปในพระราชวัง เอาอย่างนี้..ตอนนี้เธอรอฉันที่ตรงนี้ก่อนนะ" อีกาบอก พลางผงกหัวแล้วบินจากไป
NEXT
แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์