นางพญาหิมะ ( ตอนจบ )

ไม่ถึงเย็นวันนั้น อีกาก็กลับมาอีกครั้ง " กา กา " มันร้อง " คนรักของฉันส่งคำทำนายมาถึงเจ้าด้วยหละ และนี่คือขนมปังชิ้นเล็ก ที่เธอนำมาจากในครัวให้เจ้า ที่นั่นมีขนมปังมากมาย และเจ้าอาจจะหิว เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะเข้าไปในพระราชวัง แต่ไม่ต้องร้องไห้นะ ในที่สุดเจ้าก็จะเข้าไปข้างในจนได้ เพราะคนรักของฉันรู้จักทางขึ้นบันไดเล็กข้างหลัง ที่จะขึ้นไปยังห้องบรรทม และเธอรู้ว่าจะหากุญแจได้ที่ไหน " จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในสวน ผ่านถนนสายใหญ่ อีกาพาเกอร์ดาไปยังประตูด้านหลังซึ่ง เปิดแง้มอยู่ ดูเถอะ...หัวใจของเกอร์ดาเต้นด้วยความกลัวและกระวนกระวายใจ ราวกับว่าเธอกำลังทำอะไรผิด เธอต้องการเพียง ทราบว่าเคย์อยู่ที่ไหนเท่านั้น จะต้องเป็นเขาแน่ เธอนึกภาพที่มีชีวิตชีวาของดวงตาที่แสนฉลาด และผมที่เป็นเงาสวยงามของเขา ได้อย่างชัดเจน เธอสามารถเห็นรอยยิ้มซึ่งเป็นยิ้มอย่างที่เขาเคยยิ้ม แน่นอนว่าเขาต้องยินดีที่ได้เห็นเธอ และเขาคงอยากฟัง เรื่อง ราวการเดินทางอันยาวนานที่เธอเดินทางตามหาเขา ได้รู้ว่าทุกคนที่บ้านเสียใจแค่ไหน ที่เขาไม่ได้กลับบ้าน ดูสิ เธอรู้สึกดีใจ ระคนกับความรู้สึกว่ากลัวเหลือเกิน ตอนนี้เกอร์ดายืนอยู่ที่บันได และที่กลางบันไดมีอีกาตัวที่เป็นคู่รักบินอยู่ นางหันหัวไปมา พลางจ้องมองเกอร์ดา ขณะที่เธอถอนสายบัวทำความเคารพอย่างที่ยายเคยสอน " คู่รักของข้าพูดถึงเจ้าอย่างน่าฟัง สาวน้อย ของฉัน " อีกาตัวนั้นพูด " ประวัติของเจ้าน่าประทับใจจริง ! ถ้าเจ้าจะถือตะเกียง ฉันจะบินนำหน้าเจ้าไป เราจะไปทางนี้แล้ว จะไม่พบใครและมีใครเห็นเลย " เมื่อพวกเขาเข้าไปในห้องโถงห้องแรก ในห้องโถงแต่ละห้องมีความหรูหราและตบแต่งไว้อย่าง สวยงามมาก ซึ่งพอที่จะทำให้ใคร ๆ ตะลึงได้ และในที่สุดพวกเขาก็มาถึงที่ห้องบรรทมนั้น


ตรงกลางห้องบรรทมที่ตรงกลางพื้นมีเตียงสองหลัง เตียงหลังหนึ่งที่เจ้าหญิงบรรทมมีรูปร่างคล้าย ๆ ดอกลิลลี่สีทอง และอีก หลังก็เหมือนกัน และที่บนเตียงนี้ ที่เกอร์ดามุ่งหวังที่จะเข้ามาค้นหาเคย์ เธอพยายามเข้าไปใกล้ ๆ และเมื่อเธอมองเข้าไปก็เห็น ต้นคอสีน้ำตาล นั่นจะต้องเป็นเคย์แน่ ๆ เธอร้องเรียกชื่อเขาด้วยเสียงอันดัง ถือตะเกียงไปที่ใกล้ ๆ แต่ ! พระเจ้าช่วย..นั่นไม่ ใช่เคย์นี่....ต้นคอของเจ้าชายเท่านั้นที่คล้ายกับของเคย์ แต่พระองค์เป็นหนุ่มที่หล่อเหลาทีเดียว จากนั้นเจ้าหญิงก็ทรงตื่นจาก บรรทมพลางรับสั่งว่าเกิดอะไรขึ้น เกอร์ดาจึงร่ำไห้พลางเล่าเรื่องของเธอ และเรื่องทั้งหมดที่อีกาทำเพื่อเธอ " โถ เด็กน้อยที่น่า สงสาร " เจ้าชายและเจ้าหญิงตรัส จากนั้นทั้งสองก็ยกย่องอีกา และตรัสว่าทั้งสองไม่ทรงพิโรธอีกาและเกอร์ดา แต่ต่อแต่นี้ไป ก็อย่าทำอย่างนี้อีก พร้อมกันนั้นยังตบรางวัลให้กับอีกาด้วย แล้วเจ้าชายก็ลุกขึ้นจากเตียง พร้อมทั้งอนุญาติให้เกอร์ดาลงไปนอนแทน ด้วยว่าพระองค์ทรงบรรทมต่อไปไม่ได้แล้ว เกอร์ดากำมือน้อย ๆ ของเธอไว้ พลางรำพึงว่า " ทุกคนช่างดีกับฉันเหลือเกิน ทั้งคนและสัตว์ จากนั้นเธอก็หลับตา และผลอยหลับไปอย่างสุขใจ


วันต่อมาเจ้าชายและเจ้าหญิง ได้บอกให้เกอร์ดาและได้เชิญให้พักผ่อนอย่างสบายอยู่ในพระราชวังได้อีกแต่...เกอร์ดาขอรถม้าคัน เล็กคันหนึ่งพร้อมกับม้าหนึ่งตัวคอยลาก จากนั้นก็จะขับรถม้าไปสู่โลกกว้างเพื่อเสาะหาเคย์ต่อ และแล้วเธอก็ได้สิ่งที่เธอขอ แต่ เป็นรถม้าที่มีประทุนอย่างดีทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งคัน พร้อมกับคนขับรถม้าด้วย เจ้าชายและเจ้าหญิงช่วยประคองให้เกอร์ดา ขึ้นรถและประทานพรให้ประสบโชคดี อีกาที่พบที่ในป่าก็จะเดินทางไปกับเธอด้วยแต่จะไปแค่เฉพาะในช่วงสิบสองไมล์แรก " ลาก่อน ลาก่อน " เจ้าชายและเจ้าหญิงตรัส เกอร์ดาร้องไห้และอีกาก็ร้องไห้ด้วย จากนั้นหลังจากผ่านไปสิบสองไมล์ อีกาก็ กล่าวอำลา ซึ่งมันเป็นการจากที่แสนเศร้าโศรกที่สุด มันบินไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง ยืนกระพือปีกสีดำมะเมื่อมเป็นเวลานาน เฝ้ามอง รถม้าซึ่งต้องแสงแดดสดใสเป็นประกายวับวาวและค่อย ๆ เคลื่อนไปจนสุดสายตา คนขับรถม้าขับพารถม้าต่อไปเรื่อย ๆ แล้ว ในขณะที่เดินทางผ่านเข้าไปในป่าทึบ แต่แสงเจิดจ้าของรถม้ามีประทุนที่ทำด้วยทองทั้งคันนั้น มันทำให้นัยน์ตาของบรรดา โจรป่ากลุ่มหนึ่งพร่าเลือน จนพวกมันทนไม่ได้ " มันเป็นทองคำ ! มันเป็นทองคำ ! " พวกมันร้องลั่น และปราดเข้าไปดักข้าง หน้าเพื่อหยุดรถม้าเอาไว้ แล้วจากนั้นพวกมันก็ฆ่าคนขับรถม้าเสียและกระชากเกอร์ดาให้ลงมาจากรถทันที


โจรเฒ่าตัวหัวหน้าที่มีเคราสีน้ำตาลห้อยจากคางลงมาเกือบจะถึงอก ได้ดึงมีดที่มีคมวาวออกมา มันสะท้อนแสงวูบวาบอย่าง น่ากลัว มันหมายที่จะฆ่าเกอร์ดาทิ้งเสียอีกด้วย แต่แล้วในขณะที่เกอร์ดากำลังจะต้องตายนั้น ก็พอดีกับที่ลูกสาวของหัวหน้าโจร เฒ่าซึ่งนางเป็นเด็กหญิงคนเดียวในกลุ่มโจรเหล่านั้น และด้วยความที่นางต้องอยู่ตัวคนเดียวไม่เคยได้มีเพื่อนเล่นเหมือนใครเขา ดังนั้นนางจึงนึกอยากได้เกอร์ดาเอาไว้เป็นเพื่อนเล่น นางได้วิ่งออกมายืนกันเอาไว้แล้วพูดประกาศว่า " อย่านะ ! ห้ามฆ่าเธอคนนี้ เธอจะเป็นเพื่อนเล่นของข้า ต่อจากนี้ไป " โจรเฒ่าตัวหัวหน้าผู้นี้นั้นถึงแม้จะเลวร้ายมากก็ตาม แต่ก็รักลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน นางนี้เป็นอันมาก จึงจำละจากการฆ่าครั้งนี้เสีย แล้วยกเกอร์ด้ากับลูกสาวตามที่ได้ขอ ดังนั้นลูกสาวโจรป่าผู้นี้จึงเป็นเสมือน ผู้ที่ ได้มาช่วยต่อชีวิตของเกอร์ดาให้ยาวนานออกมาได้อีกครั้งเลยทีเดียว แล้วลูกสาวโจรนางนั้นก็พาเกอร์ดาไปนั่งลงในรถม้า และ แล้วพวกโจรก็ขับรถม้าที่ทำด้วยทองนั้นออกไป เมื่อผ่านป่าทึบมาได้สักพัก ลูกสาวโจรนางนั้นรูปร่างพอ ๆ กับ เกอร์ดา แต่แข็งแรงกว่ามีช่วงไหล่กว้างและผิวคล้ำกว่า ลูกสาวโจรมองดวงตาของเกอร์ดาที่แฝงไปด้วยรอยเศร้า แล้วกอดเอว ของเกอร์ดาเอาไว้พลางเอ่ยว่า " พวกเขาไม่ฆ่าเธอหรอก ตราบใดที่ฉันยังต้องการเธออยู่ ฉันคิดว่าเธอคงเป็นเจ้าหญิงนะ " " เปล่าจ๊ะ " เกอร์ดาพูด จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาให้ฟัง และเล่าเรื่องที่ว่าเธอนั้นรักเคย์มากเพียงใด ลูกสาวโจร มองดูเกอร์ดาด้วยความเห็นใจ จากนั้นก็เช็ดน้ำตาให้แก่เกอร์ดา


รถม้าได้มาหยุดนิ่งที่กลางสนามหน้าปราสาทของพวกโจร เกอร์ดาถูกพาเข้าไปในห้องโถงที่เขลอะไปด้วยเขม่า มีกองไฟ กำลังลุกโพลงอยู่ที่กลางพื้น ซุปกำลังเดือดอยู่ในหม้อต้มเหล้าขนาดมหึมา มีกระต่ายบ้านและกระต่ายป่าถูกปิ้งบนไม้เสียบ " คืนนี้เธอจะต้องนอนกับฉัน และสัตว์ตัวน้อย ๆ ทั้งหมดของฉันด้วย " ลูกสาวโจรบอก หลังจากนั้นทั้งสองก็ดื่มและกินอาหาร อิ่มแล้วจึงพากันไปยังมุมหนึ่งของห้องโถง ซึ่งตรงนี้เป็นที่ ๆของลูกสาวโจรที่ได้แบ่งเอาไว้ทำเป็นที่หลับนอนส่วนตัวของนาง และที่ตรงนั้นได้มีนกพิราบหลายตัวเกาะบนคอนและคานไม้ ทั้งหมดดูเหมือนกำลังหลับ " พวกมันทั้งหมดเป็นของข้า " ลูกสาว โจรพูดบอก " แต่ตัวที่อยู่ในกรงนั่น เป็นนกพิราบป่า ตัวนี้เป็นจอมวายร้ายในป่า มันจะบินออกทันที ถ้าไม่ขังไว้ให้ดี แล้วมันก็ เป็นหวานใจของข้าเลยทีเดียวเลยหละ " พูดเแล้วนางก็เอี้อมมือไปคว้าเขาของกวางเรนเดียร์แล้วแกะเชือกที่ผูกคอของมันออก " ข้าจะต้องผูกมันเอาไว้ ในเวลาที่ไม่มีใครอยู่ ไม่งั้นมันจะวิ่งหนีไป " นางพูดแล้วก็หัวเราะพลางดึงเกอร์ดามานอนบนเตียงพร้อม กับนางแต่ในมือของนางนั้นยังคงถือมีดไว้อีกด้วย " เธอพกมีดไว้กับตัวเวลานอนด้วยเหรอ " เกอร์ดาถาม ขณะที่มองดูมีดด้วยความไม่สบายใจ " เวลานอนก็พกมีดเล่มนี้ด้วยเสมอล่ะ " นางพูด " ใครจะไปรู้เล่าว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้เธอบอกอีกทีสิ เรื่องเกี่ยวกับเคย์น่ะ แล้วทำไมเธอถึงออกมาสู่โลกกว้างอย่างนี้ " จากนั้นเกอร์ดาก็ได้เล่าเรื่องของเธอซ้ำอีกครั้ง มีนกพิราบป่าที่ อยู่ในกรงตัวนั้นฟังอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวอื่นดูเหมือนจะหลับหมดแล้วก็ตาม แล้วเมื่อเกอร์ดาเล่าเรื่องจบลง นกพิราบป่าตัวนั้นก็พูด ขึ้นว่า " คุก คู เราเคยเห็นเคย์ ไก่ขาวพาเลื่อนของเขาไป ส่วนเขานั่งในรถเลื่อนของนางพญาหิมะ ขับผ่านป่าในขณะที่เรากำลัง นอนในรัง นางสาดพายุใส่ลูก ๆ ของเราจนตายหมดทุกตัวเลย คุก คู " เกอร์ดาเมื่อได้ยินดังนั้นก็ร้องถาม " แล้วนางพญาหิมะไป ไหนล่ะ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง " " เป็นไปได้อย่างยิ่งว่านางน่าจะเดินทางไปที่แลปแลนด์ ( แลปแลนด์ อยู่ทางตอนเหนือ ของประเทศสวีเดน ประมาณ 1,000 กิโลเมตร ) ที่ที่มีหิมะและน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลาลองถามเจ้ากวางเรนเดียร์ที่นั่งอยู่ตรงนั้นสิ " ใช่แล้ว ที่นั่นมีหิมะและน้ำแข็งตลอดเวลา " กวางเรนเดียร์บอก " เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียง และยิ่งใหญ่เป็นหุบเขาน้ำแข็งที่เป็น ประกายวาววับ นางพญาหิมะมีปราสาทถาวรอยู่ที่ขั่วโลกเหนือ บนเกาะแห่งหนึ่งที่เรียกว่า สปิตซเบอร์เกน " ฟังแล้วเกอร์ดาก็ถอนหายใจ " โธ่ เคย์ ! "


ในตอนเช้าลูกสาวโจรทำท่าครุ่นคิด พลางผงกศรีษะและบอกว่า " ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ้ารู้ใช่ไหมว่าแลปแลนด์อยู่ที่ไหน " นางถามเจ้ากวางเรนเดียร์ " จะมีใครรู้ดีกว่าฉันล่ะ " มันพูด ขณะที่นัยตาเป็นประกาย " ฉันเกิดและโตที่นั้นเลยทีเดียวนะ " ลูกสาวโจรจึงหันมาบอกเกอร์ดาว่า " เอาล่ะ ฟังนะตอนนี้เธอก็เห็นแล้วว่าพวกผู้ชายของเราทั้งหมดออกไปข้างนอกกันหมด แล้ว จะเหลือก็แต่แค่เพียงพ่อคนเดียว แต่อีกไม่นานพ่อก็จะดื่มเหล้าขวดใหญ่อีกครั้ง แล้วก็จะไปแอบงีบอีกครู่หนึ่ง จากนั้น ข้าจึงจะทำอะไรให้เจ้าได้ " และเมื่อพ่อผู้เฒ่าของลูกสาวโจรได้หลับลงแล้ว นางก็พูดบอกกับกวางเรนเดียร์ว่า " ฉันจะแก้เชือก ให้เจ้า และปล่อยเจ้าไป แต่เจ้าจะต้องวิ่งไปที่แลปแลนด์ โดยพาสาวน้อยคนนี้ไปยังปราสาทของนางพญาหิมะ ซึ่งมีเคย์เพื่อน ของเธออยู่ที่นั่น " กวางเรนเดียร์กระโดดตัวลอยด้วยความยินดี แล้วลูกสาวโจรก็อุ้มเกอร์ดาขึ้นหลังมัน เกอร์ดาร้องไห้ด้วยความ ปิติ " ฉันไม่ชอบเห็นเธอร้องไห้ฟูมฟายนะ " ลูกสาวโจรพูด " ตอนนี้เธอควรที่จะดูร่าเริงมากกว่า เอ้า วิ่งไปเลย แล้วก็จะต้องดูแล สาวน้อยคนนี้ให้เป็นอย่างดีด้วยนะ " แล้วนางก็ใช้มีดตัดเชือกที่ผูกกวางเรนเดียร์ออก เกอร์ดาโบกมือพร้อมกับกล่าวอำลา จาก นั้นกวางเรนเดียร์ก็วิ่งปร๋อออกไป ข้ามตอไม้ พุ่มไม้ ผ่านป่าใหญ่ ผ่านบึงและทุ่งหญ้าอย่างรวดเร็วเท่าที่มันจะทำได้ บรรดาสุนัข ป่าเห่าหอน และนกกากรีดร้องเสียง " ฟ้าวว ฟ้าวว " ดังมาจากท้องฟ้า ฟังราวกับเสียงจามดังสนั่นหวั่นไหว " นั่นไงแสงเหนือ ( แสงเหนือ..Northern Lights..คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งในแถบขั่วโลกเหนือ ปรากฏเป็นแสงสว่างสวยงามขึ้น บนท้องฟ้า ส่วนมากจะเกิดในเวลากลางคืนที่เงียบสงัด ) เพื่อนยากของฉัน " กวางเรนเดียร์พูด " ดูสิมันสว่างไสวจัง " จากนั้น มันก็วิ่งทั้งวันทั้งคืน เร็วขึ้น เร็วขึ้น และแล้วทั้งสองก็มาถึงแลปแลนด์จนได้


ทั้งสองมาหยุดนิ่งที่กระท่อมเล็กหลังหนึ่ง และในบ้านหลังนั้นมีแม่บ้านวัยชราชาวแลปแลนด์คนหนึ่งอาศัยอยู่ กวางเรนเดีย์ เล่าเรื่องทั้งหมดของเกอร์ดาให้นางฟัง " โถ แม่หนูที่น่าสงสาร " แม่บ้านชาวแลปป์พูด " เจ้าจะต้องเดินทางอีกยาวไกล จะต้อง เดินทางอีกกว่าร้อยไมล์จึงจะถึงฟินน์มาร์ค เพราะที่นั่นคือสถานที่ที่นางพญาหิมะพำนักอยู่ ข้าจะเขียนข้อความสั้น ๆ บนชิ้นปลา ค็อดแห้งชิ้นหนึ่ง เพราะข้าไม่มีกระดาษ เพื่อมอบให้เจ้าถือไปหาแม่บ้านชาวฟินน์ที่อาศัยอยู่ที่นั่น นางจะสามารถให้คำแนะนำ ได้ดีกว่าข้า " แล้วหญิงชราก็ได้เขียนข้อความสั้น ๆลงบนชิ้นปลาค็อดแห้ง กำชับให้เกอร์ดาถืออย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็ได้ ยื่นไม้กางเขนของนางให้กับเกอร์ดา และบอกว่า " ข้าไม่มีอะไรที่จะมอบให้กับเจ้านอกจากสิ่งนี้ที่เป็นของพระเจ้า จำไว้ให้ดีนะ ถ้าเจ้าจวนตัวและกำลังจะได้รับอันตราย จงชูไม้กางเขนอันนี้ขึ้น แล้วเจ้าจะได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จำไว้นะ " และจาก นั้นกวางเรนเดียร์ก็พาเกอร์ดาออกเดินทางอีกครั้ง มันวิ่งออกไปเต็มฝีเท้าอย่างเร่งรีบตลอดทั้งคืน ในที่สุด ทั้งสองก็ไปถึง ฟินมาร์ค และไปที่กระท่อมของแม่บ้านชาวฟินน์ ซึ่งเป็นหญิงชราที่มีรูปร่างเล็กมากเมื่อนางอ่านข้อความที่เขียนมาบน ชิ้นปลาค็อดแห้งแล้ว นางก็ดูจะเข้าใจอย่างดี กวางเรนเดียร์ได้เล่าเรื่องของเกอร์ดาให้นางฟัง และพูดขอร้องขอความช่วยเหลือ เกอร์ดาก็เหมือนกันเธอมองดูแม่บ้านชาวฟินน์ผู้นี้ด้วยแววตาวิงวอนและเต็มไปด้วยน้ำตา นางนิ่งเงียบเหมือนใช้ความคิดอย่าง หนัก แล้วนางก็จูงกวางเรนเดียร์ไปที่มุมหนึ่งของกระท่อม กระซิบบอกมันว่า " จริง ๆ แล้วเคย์ อยู่กับนางพญาหิมะ แต่เขาพบว่า เขาชอบและถูกใจทุกสิ่งที่นั่น และเชื่อว่าสถานที่นั้นประเสริฐที่สุดในโลกแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขามีเศษกระจกแตกอยู่ในหัวใจ อีกทั้งเศษกระจกเล็ก ๆ อยู่ในดวงตา ต้องเอาเศษกระจกนี้ออกมาให้ได้ก่อน มิฉะนั้นเขาไม่อาจกลับคืนเป็นมนุษย์ได้อีก และ นางพญาหิมะจะยังคงมีอำนาจเหนือเขาอยู่ " กวางเรนเดียร์พูดขอร้องนางอีกว่า " แต่ท่านจะไม่ให้อะไรแก่เกอร์ดา เพื่อช่วยให้เธอ เอาชนะอำนาจนี้หรือ " นางจึงตอบว่า " ข้าจะให้อำนาจมากกว่าที่เธอมีอยู่แล้วนี้ไม่ได้หรอก เจ้าไม่เห็นหรือว่าอำนาจที่เธอมีอยู่ นั้นมันเข้มแข็งเพียงใด เจ้าไม่เห็นหรือว่ามนุษย์และสัตว์จำยอมรับใช้เธอมากเท่าใด เธอเดินทางท่องโลกได้ไกลถึงเพียงนี้ ด้วย มือเปล่าเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องทำให้เธอตระหนักถึงพลังอำนาจที่เธอมีอยู่ อำนาจนั้นมีอยู่ในหัวใจของเธอ อำนาจนั้นมีอยู่ก็ ด้วยเหตุที่เธอเป็นสาวที่บริสุทธิ์และอ่อนหวาน ถ้าเธอไม่สามารถพาตัวเข้าไปถึงนางพญาหิมะได้ และไม่อาจเอาเศษกระจก ออกจากตัวเคย์ได้ เราก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ ห่างจากนี่ไปราวสิบไมล์ จะเริ่มเป็นสวนของนางพญาหิมะ เจ้าจงพาสาวน้อยคนนี้ ไปที่นั่น มีเจ้าเท่านั้นแหละที่จะช่วยเธอได้ แต่ก็จะเป็นได้แค่เพียงที่ตรงด้านนอกของปราสาทเท่านั้น เข้าใจนะ "


จากนั้นแม่บ้านชาวฟินน์ก็อุ้มเกอร์ดาขึ้นไปบนหลังกวางเรนเดียร์ แล้วมันก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ และเมื่อทั้งสองมาถึงที่ที่ใกล้ปราสาทของนางพญาหิมะแล้ว มันช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือเกิน กวางเรนเดีย์กับเกอร์ดาวิ่งตรงไปข้างหน้า อย่างรวดเร็ว แล้วในบัดดลเกร็ดหิมะก็เหมือนแผ่ขยายรายล้อมรอบเขาทั้งสอง มันไม่ได้ร่วงลงมาจากท้องฟ้า เพราะตอนนี้ท้อง ฟ้าโปร่งสดใส และมีประกายวับวาวของแสงเหนือ เกร็ดหิมะที่ว่านั้นดูเหมือนจะแผ่ขยายออกไปตลอดพื้น และแล้วเมื่อมันเข้า มาใกล้เธอมากเท่าใดมันก็มีขนาดใหญ่มากขึ้นมาทุกที ใหญ่ขึ้น ๆ และน่ากลัวมากมากขึ้นทุกขณะ เพราะมันมีชีวิต พวกมันเป็น องครักษ์ของนางพญาหิมะ มีรูปทรงที่แสนประหลาด บางก็มีรูปร่างเหมือนแรดตัวมหึมา บ้างก็คล้ายงูพันกันและยื่นหัวออกมา ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสีขาวเจิดจ้า เป็นการรวมตัวของเกร็ดหิมะที่มีชีวิตทั้งสิ้น เกอร์ดาชูไม้กางเขนของแม่บ้านชาวแลปป์พร้อมกับ พร่ำสวดมนต์ และความหนาวเหน็บก็รุนแรง เสียจนเธอแลเห็นลมหายใจที่พ่นออกมา จากปากของเธอดูคล้ายควันไฟ ลมหายใจของเธอเริ่มหนาขึ้น ๆ กระทั่งเกาะตัวเป็นรูปนางฟ้าและเทพตัวน้อย นางฟ้าและเทพตัวน้อยเหล่านั้นทั้งหมดสวมหมวกเหล็กบน ศรีษะ พร้อมทั้งถือหอกและโล่ ทั้งยังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที ๆ และเมื่อเกอร์ดาสวดมนต์จบลง ก็ปรากฏว่ามีกองทัพทั้งกอง ล้อมรอบป้องกันเธออยู่อย่างเหนียวแน่น พวกเทพตัวน้อยพุ่งหอกเข้าไปในเกร็ดหิมะที่น่ากลัวนั้น จนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเกอร์ดาก็เดินทางต่อไปด้วยความกล้าหาญและปลอดภัย บรรดานางฟ้าและเทพตัวน้อยก็จางหายไปด้วย แล้วเกอร์ดาก็รีบ เดินทางไปยังตัวปราสาทของนางพญาหิมะทันที


กำแพงของพระราชวังนั้นเกิดจากหิมะที่ทับถมกัน หน้าต่างและประตูสร้างจากลมที่พัดกระหน่ำ ในปราสาทนี้มีห้องหับต่าง ๆ มากกว่าร้อยห้อง แล้วแต่หิมะจะแผ่ไปถึงที่ใด เคย์นั่งอยู่ตามลำพังในห้องโถงน้ำแข็งที่ใหญ่และโล่ง ซึ่งมีความยาวหลายไมล์ ร่างกายของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นสีน้ำเงินด้วยความหนาวเหน็บ ความจริงแล้วแทบจะเป็นสีดำ แต่เขาไม่ได้สังเกตุ เพราะนาง พญาหิมะได้จูบเขาให้ความหนาวเหน็บนั้นหายไป และหัวใจของเขาก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว เขานั่งนิ่ง ตัวแข็ง จนใคร ๆ อาจจะคิดว่าเขากลายเป็นน้ำแข็งและได้ตายไปแล้ว ในเวลานี้ เกอร์ดาเดินผ่านประตูใหญ่ของปราสาทที่มีลมพัดเย็นยะเยือกเข้ามา เธอก้าวเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างสงบ สู่ห้องโถงที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบแห่งนั้น ทันใดนั้น ! เธอก็ได้เห็นเคย์ ตอนนี้นางพญาหิมะไม่ อยู่ที่นั่น เธอจำเขาได้ทันที จึงรีบปราดเข้าไปโอบแขนกอดรอบคอของเคย์ และคว้าเขาไว้แน่น พลางร้องขึ้น " เคย์ เคย์ที่รัก ใน ที่สุดฉันก็ได้พบเธอ ! " แต่เคย์ยังคงนั่งนิ่ง ตัวแข็งและเย็นเฉียบ จากนั้นเกอร์ดาก็ร้องไห้ น้ำตาที่ร้อนผ่าวไหลออกมา และร่วง ลงบนทรวงอกของเคย์ มันแทรกเข้าไปในหัวใจของเขา ละลายก้อนน้ำแข็งนั้น และกัดเซาะเอาเศษกระจกเล็ก ๆ กระจกอันชั่ว ร้ายและแสนที่จะน่าชังที่ติดอยู่ออก พลันเคย์ก็รู้สึกตัวขึ้น เขามองดูเกอร์ดา แล้วร้องไห้น้ำตาพรั่งพรู เขาร้องไห้จนเศษแก้วลอย ออกมาจากดวงตา และเขาก็จำเกอร์ดาได้ เขาตะโกนขึ้นอย่างยินดีว่า " เกอร์ดา เกอร์ดาที่รัก เธอหายไปไหนมาตั้งนาน และตอน นี้ฉันอยู่ที่ไหน " เขามองไปรอบ ๆ ตัว " ที่นี่ช่างหนาวเหลือเกิน " พูดแล้วก็เอนกายเข้าไปหาเกอร์ดา สาวน้อยหัวเราะและร้องไห้ขึ้นพร้อมกันด้วยความปิติเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้นก็พลันมีลมพายุพัดโฮมขึ้นมาวูปหนึ่ง และตรงหน้าทั้งสองนั้นนางพญาหิมะ ก็ได้ออกมาปรากฏกายขึ้น นางมองเคย์และเกอร์ดานิ่งนาน แล้วนางก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่กังวาลและกึกก้องออกมาว่า " น้ำตาที่ ออกมาจากใจที่บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความรักของมนุษย์นั้น ช่างมีอำนาจและพลังเกร่งกล้าจนข้านี้ไม่สามารถที่จะเอาชนะได้... ไป ข้าขอปลดปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระนับตั้งแต่บัดนี้ เพราะเจ้าได้กลายเป็นเด็กน้อยที่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว " และนางก็ได้คืนเคย์ให้กับเกอร์ดา


จากนั้นเกอร์ดาก็จูบเก้มเคย์ทั้งสองข้างอย่างรื่นรมย์ เมื่อเธอจูบดวงตาของเคย์ แล้วเคย์ก็กลับมามีดวงตาที่เป็นประกายสดใส เหมือนของเกอร์ดาอย่างเดิม เธอจูบมือและเท้าของเคย์ จนเขารู้สึกแข็งแรงดี และแล้วทั้งสองก็จูงมือกัน พากันออกไปจาก ปราสาทหลังใหญ่ที่หนาวเย็นหลังนั้น ที่หน้าปราสาทกวางเรนเดียร์ได้รอเขาทั้งสองอยู่ มันกระโดดโลนเต้นด้วยความดีใจ และหมอบลงเพื่อให้ทั้งสองขึ้นนั่งหลังของมัน แล้วพูดว่า " หมดเวลาเดินทางอันแสนที่จะยาวนานของเธอแล้วนะเกอร์ดา และ จากนี้ ก็ได้เวลาที่เธอสองคนจะต้องกลับไปบ้านของเธอทั้งสองแล้วหละ " และขณะที่เดินทางนั้นพวกเขาทั้งสองพูดถึงยาย พูด ถึงดอกกุหลาบที่อยู่ที่ในกระถางที่นอกชานบ้านของเขาทั้งสองกันอย่างมีความสุข และเมื่อพวกเขาเดินทางไปที่ใด ลมก็จะหยุด พัด และพระอาทิตย์ก็ส่องแสงจ้าออกมา และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิที่แสนสดใส มีพืชพรรณเขียวขจีและดอกไม้ที่สวยสดงดงาม เกอร์ดากับเคย์ก็จูงมือกันเดินเข้ามาในเมือง ทั้งคู่จำยอดหอคอยสูงได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่ที่พวกเขาเคยอยู่ พวกเขาผ่าน เข้าไปและเดินไปยังประตูบ้านของคุณยาย ขึ้นบันไดไปยังห้องที่ทุกสิ่งดูเหมือนอยู่ในตำแหน่งเดิม เสียงนาฬิกาที่ติดอยู่ที่ข้างฝา ดัง " ติ๊ก ต๊อก ๆ " แต่ขณะที่พวกเขาเดินผ่านประตูเข้าไป พวกเขารู้สึกว่าตนนั้นโตขึ้น เป็นหนุ่มสาวกันแล้ว กุหลาบบนรางน้ำ นั้นกำลังบานสะพรั่ง ซึ่งที่นั่นยังมีเก้าอี้เด็กตัวเล็ก ๆสองตัววางอยู่ เคย์และเกอร์ดานั่งบนเก้าอี้ของตน ต่างจับมือกัน พวกเขา ลืมปราสาทอันใหญ่โตหรูหราแต่ว่างเปล่าและหนาวเหน็บของนางพญาหิมะ มันเลือนหายไปจากความทรงจำราวกับฝันร้าย ทั้งสองได้ยินเสียงคุณยายอ่านคัมภีร์ไบเบิลเสียงดังออกมา " หากเจ้ามิใช่เด็กเล็ก เจ้าจักไม่สามารถเข้าไปสู่อาณาจักรของพระเจ้า ได้เลย " เคย์กับเกอร์ดามองสบตากัน แล้วทั้งสองก็ระลึกถึงถ้อยคำในบทสวดเก่า ๆนี้ได้ทันที " กุหลาบงามบานเต็มทั่วหุบผา สวรรค์ บานพร้อมกัน เพื่อต้อนรับเด็กน้อยคนดี "
BACK END
แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์