|
" อีสป "เจ้าแห่งปรัชญาชีวิต...บุรุษที่คนทั้งโลกต้องรู้จัก
ในยุคสมัยปัจจุบัน มีความเชื่อของคนในสังคมว่า ขอให้มีความรู้อะไรอย่างจริงใจสักอย่าง
เชื่อได้ว่า สามารถเอาตัวรอดอยู่ในสังคมได้อย่างมีหน้ามีตา โดยมีการยกตัวอย่างให้เห็น
เช่นเก่งในการดนตรีจริง ๆ ก็จะสามารถสร้างชื่อเสียงและเงินทองให้กับตัวเอง เก่งในทางเล่น
กอล์ฟอย่างจริงจังแบบ ไทเกอร์ วู๊ด ก็เป็นเศรษฐีได้...
ในยุคโบราณ คนที่เก่งอะไรแบบจริงจังอย่างนี้ เขาก็สามารถเอาตัวรอด
และมีชื่อเสียงโด่งดังได้เช่นเดียวกัน ไม้จำเป็นจะต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง...
" เก่งอะไรก็ได้ ขอให้เก่งจริง ๆเถอะ"
คนที่เราอยากที่จะ " เก็บตกชีวิต "ของเขามาเล่าให้ฟังในที่นี้ ก็คือ
คนที่มีความเก่งจริง ๆและเป็นความเก่งกาจที่หลายคนไม่เชื่อเลยว่า เขาจะเอาตัวรอดได้
ความเก่งที่หลายคนไม่เชื่อว่าจะเอาตัวรอดได้นี้คือ เก่งในการเล่านิทาน และบุคคลที่มีความเก่ง
ในเรื่องนี้อย่างจริงจังคือนาย"อีสป "
เรื่องราวชีวิตของ"อีสป "เกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว หาก
จะเอาตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง ชีวิตของอีสปก็คงอยู่ในราว ช่วงเวลา 560-620 ก่อนจะตั้งคริสตศักราช
หรือที่เขาพูดกันว่า ก่อนคริสตศักราช 560 ปีนั่นเอง
ในยุคนั้น อีสป มีชีวิตอยู่บนเกาะซามอส ที่เมืองซาร์ดิสของ
ประเทศกรีกโบราณ ซึ่งปัจจุบันเกาะนี้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของประเทศตุรกี นั่นเอง
อีสปในตอนนั้น เขาอยู่ในภาพของทาสคนหนึ่งของชาวกรีก
ในสมัยโบราณทาสที่มีความสามารถทางด้านการต่อสู้ มีเรือนร่าง
กำยำ มักจะได้รับความสนใจและถูกนำไปใช้งานเกี่ยวกับการต่อสู้ แต่สำหรับอีสป เขาเป็นเพียงชาย
พิการ ขี้เหร่ ไม่ค่อยสมประกอบแม้ว่าเขาจะสมัครตัวเป็นทาสรับใช้ผู้ดีมีเงิน เขาก็ยังหาคนรับซื้อเขายาก
เพราะเขาแทบจะไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะไปเป็นทาสรับใช้คนอื่นเขาเสียเลย ( เพราะทาสในสมัย
นั้นต้องทำงานแทนนายทุกอย่างจึงต้องการคนแข็งแรง )
อีสปจำเป็นต้องเดินทาง
ออกจากถิ่นที่อยู่ เพื่อไปสมัคร หรือขายตัวเป็นทาสยังนอกดินแดนที่เขาเกิด โดยอีสป ได้เดินทางไป
กับเพื่อนคนหนึ่งชื่อเอียดมอนที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง
โดยหวังว่าเมื่อมีผู้มาซื้อเพื่อนของเขาแล้ว จะได้รับเขาเป็นของแถมไปด้วยอีกคน
ความคิดเช่นนี้ของอีสปเริ่มส่อแววให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางสมอง
ของเขาว่า เขามีความฉลาดหลักแหลม เข้าใจคิดที่ลึกซึ้ง และมีกลยุทธ์แปลกไปจากคนอื่น ๆ
เพราะเขาเป็นคนที่พิการขี้เหร่ไม่แข็งแรงทำให้อีสปหันมาใช้ปัญญาแทนการใช้กำลัง
และปัญญาที่เขานำมาเพื่อเอาชีวิตรอดก็คือ เขาคิด และผูกเรื่องราวต่าง ๆขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว
มีตัวละครในเรื่องแต่ละตัวที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยอีสปจะแฝงปรัชญาความคิด หรือวิธีดำรงชีวิต
สอดแทรกเข้าไปในเรื่องที่เขาแต่งขึ้นด้วย
ปรัชญาความคิดที่เขาแทรกลงไปในเรื่องที่เขาแต่งขึ้นมานั้น จะเป็นเรื่องราวที่ผู้ฟัง ได้ฟังแล้ว
สามารถนำมาประยุกต์กับชีวิตของคนในชีวิตประจำวันได้ หรือมิเช่นนั้นเรื่องราวต่าง ๆของ
อีสปที่ผูกเป็นเรื่องขึ้นมาก็จะให้คติสอนใจแก่คนฟัง ที่เขาจะนำเอาไปใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์ได้
การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใด
อย่างหนึ่งในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากคนในสมัยนั้นยังมองเห็นโลก
ไม่กว้าง ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็น
ผู้รู้หรือที่เรียกกันว่า เป็น
นักปราชญ์ นั้นมีโทษอย่างร้ายแรงทีเดียวเพราะในสมัยนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่
ในศาสนาเท่านั้น หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาศที่จะถูกพวกพระ พวกผู้นำทางศาสนากล่าว
หาเอาเอาได้ว่า เป็นพวกพ่อมดหมอผีซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว
จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า
เขาจะทำอย่างตรง ๆไม่ได้เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่องราว
และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่อง
เล่าขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร
ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่ง
สอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคนฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน
เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า " นิทาน "
นิทานของ อีสปได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิต
ของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็นกิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี
และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของเขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่
จนในที่สุดอีสปก็ได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส แล้วมาเล่า
นิทานเลี้ยงตัวเอง
นิทานของอีสปถูกแต่งขึ้นมามากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นคติสอนใจให้
คนฟังนำเอาไปใช้ หรือเกิดสำนึกที่ดี ถึงขนาดว่า ความดีและความสนุกสนานในนิทานของอีสป ได้
ยินไปถึงราชสำนักของกษัตริย์ เครซุสแห่งอานาจักรลิเดีย
ของเอเซียไมเนอร์ ซึ่งราชอาณาจักรนี้จะมีผู้รู้และผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมหลายคน
เมื่ออีสปถูกเรียกตัวมาเล่านิทานให้กษัตริย์ และคนในราชสำนักฟัง จึงเท่ากับว่า นิทานของอีสปกำลัง
ถูกพิจารณาจากผู้รู้ที่มีความสามารถอย่างสูงในราชสำนัก อย่างที่เรียกได้ว่า อีสป กำลังถูก" ลองของ"ก็คงไม่ผิดนัก
กษัตริย์ เครซุส ทรงรับฟังนิทานของอีสปอย่างพอพระทัย และสามารถ
นำเอาเรื่องราวในนิทานของอีสปไปใช้ประโยชน์ในการปกครองแผ่นดิน เพื่อทำให้พลเมืองมีความสุข
มีความสงบได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
กษัตริย์ เครซุส จึงทรงคิดที่จะใช้ประโยชน์จากอีสปให้มากกว่เป็น
แค่คนเล่านิทาน พระองค์จึงรับเอาอีสปมาทำงานในราชสำนักแล้ว แต่งตั้งให้อีสป ทำหน้าที่เป็นราชทูต
เพื่อไปเจรจาความกับเมืองอื่น ๆเพราะเห็นว่าอีสปเป็นผู้มีจิตวิทยาสูง มีไหวพริบรอบคอบแหลมคม
และอีสปก็ใช้ความสามารถในการสร้างนิทานทำหน้าที่ของเขาได้อย่างดีเยี่ยมส่งผลให้แผ่นดินของ
กษัตริย์ เครซุส มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้น
|
นิทานของอีสปใช้วิธีการเปรียบเทียบ การกระทำของสัตว์ชนิดต่าง ๆ
ให้มาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ใช้สุนัขจิ้งจอกเปรียบเป็นเสมือนมนุษย์เจ้าเล่ห์ ใช้กระต่ายเป็นเสมือนผู้
ใสซื่อ ใช้สิงโตเป็นผู้หยิ่งทระนง มีศักดิ์ศรี นิทานของเขาทุกเรื่องจึงกระทบกับจิตใจของคนอยู่ทั่ว ๆไป
ชื่อเสียง ความสนุกสนานในนิทานของอีสป กระฉ่อนไปทั่วแผ่นดิน
กรีกในยุคนั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง อีสปก็พบกับปัญหาอันยิ่งใหญ่ของชีวิต เมื่อเขาถูกส่งตัวเป็นราชทูต
ไปยังเมืองเดลฟิ ซึ่งบ้านเมืองเต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรมของบรรดาข้าราชบริพารในราชสำนัก
อีสป ได้เล่านิทานให้พวกราชสำนักฟัง เล่านิทานให้ประชาชนชาว
เมืองเดลฟิฟัง ทำให้เกิดการตื่นตัวของชาวเมืองเดลฟิ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม
แน่นอนผลจากการเล่านิทานที่เหมือนปลุกระดมให้พลเมืองออกมาต่อสู้
กับเหล่าอธรรมนี่เอง ทำให้ไปขัดกับบรรดานักการเมืองที่ชั่วร้ายในราชสำนัก พวกเขาเหล่านั้นจึงเกิด
อาการเคียดแค้น ชิงชังและหาทางที่จะกำจัดอีสป ให้ได้โดยเร็ววันเพราะยิ่งอีสปอยู่ในเมืองและเล่า
นิทานให้ประชาชนฟังมากเท่าไร ?กระแสต่อต้านของบรรดาพลเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยิ่งมากขึ้น
เท่านั้น
แล้วแผนการทำลายอีสปก็เกิดขึ้น โดยบรรดานักการเมืองชั่วร้ายวางแผน
เอาขันทองคำของกษัตริย์มายัดเยียดไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วแจ้งความว่าอีสปขโมยสมบัติของ
กษัตริย์
ผลจากการตัดสิน โดยพวกนักการเมืองชั่วร้ายเหล่านั้น อีสปมีความผิด
ในข้อหาลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิ อย่างร้ายแรง
เขาถูกตัดสินให้ตายอย่างป่าเถื่อนที่สุด โดยการจับโยนลงมาจาก
หน้าผาสูง
ชิวิตของอีสปจึงจบสิ้นลง อย่างน่าเสียดายแค่ตรงนั้น แต่นิทานของ
อีสปยังถูกกล่าวขานกันอยู่ในหมู่ของผู้คนที่กระจายเพิ่มมากขึ้น จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง
นิทานอีสปจึงไม่ตายไปพร้อมกับตัวของอีสปด้วย
หลังจากที่อีสปตายไปไม่นานชาวเอเธนส์ผู้หนึ่งชื่อลีซิฟัสก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ทั้งเจ็ดของชาว
เอเธนส์ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับยอดนัก
ปราชญ์ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียว
นิทานอีสปได้รับการเผยแพรเรื่อยมาตลอดชั่วระยะเวลากว่าสามพันปี ผู้อพยพจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง
จดจำนิทานอีสปไปเล่าขาน เรื่องราวเหล่านั้นจึงกระจายไปทั่วโลกและทุกมุมโลก ทุกคนเมื่อได้ฟังนิทาน
ของอีสปแล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึกสำนึกที่ดี ได้รับบทเรียน ได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม และความชั่วร้าย
ไปพร้อม ๆกับความสนุกสนาน
นิทานของอีสปจึงกลายเป็นนิทานอมตะ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกนี้
แทบจะบอกได้เลยว่านิทานอีสปนั้นมีอยู่ในทุกประเทศ ทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ก็ว่าได้
|
END
|
|