บุนบุคุ จากามะ
bunbuku jakama กาน้ำชาของหลวงพ่อบุนบุคุ
แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์
บทนำเรื่อง
บุนบุคุ จาคามะ เป็นตำนานที่เล่าต่อ ๆกันมาของวัด "โมรินจิ " วัดนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลทะเตฮะชิ จังหวัดกุมมะ
ทำไมจึงมีชื่อว่า
บุนบุคุจากามะ จากามะนั้นสันนิฐานว่ามีสาเหตุ อยู่สามประการคือ
1)..
เจ้าอาวาสของวัดนี้มีชื่อว่า " บุนบุคุ " เลยสืบเนื่องตามชื่อของ เจ้าอาวาสว่าบุนบุคุ
2)..
" จากามะ " แปลว่ากาน้ำชา
3)..
และ เวลากาน้ำเดือดจะมีเสียงดังเป็นบุคุ..บุคุ..บุคุ..
ดังนั้นผู้สันทัดกรณีจึงบอกมาว่า
คงเป็น ด้วยเหตุนี้แหละจึงได้ชื่อนี้มา แล้วไหนก็กล่าวแล้วจึงอยากจะขอแนะนำถึง
ตัวเอกของเรื่อง
ให้ฟังเสียก่อนอีกสักหน่อยคือ " ทานุคิ " ทานุคิเป็นสัตว์สี่เท้า ชนิดหนึ่ง รูปร่างไม่ใหญ่นัก คลาย ๆหมีตัวเล็ก ๆ แต่ทานุคินี้เป็นสัตว์ที่มีเรื่องราวที่เป็นถึงตัวเอกของตำนานต่าง ๆมากมายของประ เทศญี่ปุ่น
เล่าลือกันว่า...
"ทานุคิ " เป็นสัตว์ที่มีคาถาอาคม และถ้า เจ้าทานุคินี้ทำการฝึก ฝนและจำศิลจนบรรลุแล้วละก็มันจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้และจนถึงสามารถใช้คาถาอาคมได้ อีกด้วย แต่ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดเห็นจะเป็น การแปลงร่างเพราะเจ้าทานุคินี้จะสามารถแปลงร่างได้ โดยเพียง แค่ใช้แค่ใบไม้หนึ่งใบนำมาวางไว้บนหัวของมันแค่นั้นก็จะสามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้แม้แต่มนุษย์ก็ยัง แปลงได้เขาจึงว่ากันเล่น ๆเสมอว่าไอ้ที่เดิน ๆอยู่นี่น่ะบางทีอาจจะมีเจ้าทานุคิเดินปะปนอยู่ด้วยก็เป็นได้ ...ผู้แปลไม่ทราบว่าที่เมืองไทยจะมี"ทานุคิ" หรือเปล่า?ค่ะ..(อันนี้ต้องขออภัยอย่างมากเลยเพราะเท่า ที่จำได้ไม่เคยได้เห็นและได้ยินค่ะ)แล้วทีนี้เราก็มาเข้าถึงเนื้อเรื่องกันดีกว่านะคะ..
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เชิงเขาท้ายเมืองทะเตฮะชิจังหวัดกุมมะ นั้นมีวัดเก่าแก่อยู่วัดหนึ่งชื่อ " โมรินจิ " เจ้าอาวาสเจ้าของวัดนี้เป็นผู้ที่แสนใจดีมีเมตตามากชื่อ " บุนบุคุ โอโจ้ซัง " ตอนนั้นที่ภูเขาลูกเล็กที่อยู่หลังวัดปรากฏว่ามี "ทานุคิ " ป่าตัวหนึ่งหลงทางมา อาศัยอยู่และชอบออกมาเที่ยวเพ่นพ่านอยู่เป็นประจำ...หลวงพ่อบุนบุคุให้เป็นถูกตาต้องใจและเอ็นดูเจ้า ทานุคิตัวนี้มากเป็นพิเศษกว่าใคร ๆทั้งหมด ท่านจะคอยนำอาหารไปให้มันกินไม่เคยได้ขาดเสมอมา ..แล้วต่อมาไม่นานจากนั้น...ไม่ทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด อยู่ ๆเจ้าทานุคิตัวโปรดของหลวงพ่อท่าน ก็มีอันหายสาปสูญไปเฉย ๆโดยไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุและเจ้าทานุคิตัวนั้นก็ ไม่โผล่หน้าออกมาให้ใคร ๆและให้หลวงพ่อท่านได้เห็นอีกเลยนับแต่บัดนั้น....
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเหลือเกิน นานจนเรื่องราวของเจ้าทานุคิตัวนั้นก็จางหายไปในที่สุดแล้วโดย เฉพาะหลวงพ่อท่านก็ดูเหมือนจะลืม ๆ เจ้าทานุคิตัวโปรดและลบไปจากความทรงจำของท่านได้เหมือนกัน... มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อบุนบุคุ มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้าไปในเมือง ขณะที่ท่านกำลังจะเดินออกไปจากตรงหน้าประตูวัดพอดีนั้น ก็มีเสียง ๆหนึ่งดังตามติดออกมาทีเดียว " ของขวัญ ขากลับถ้าเป็น..โอดังโงะ(ข้าว เหนียวปั้น ) ก็จะดีนะเนี่ย..หลวงพ่อ " เป็นเสียงของพวกเณรน้อยลูกศิษวัดที่ออกมาส่งหลวงพ่อท่านนั่นเอง หลวงพ่อท่านพอฟังพวกเณรน้อยสั่งเสียถึงของฝากเสร็จ..ท่านก็หันกลับมาพยักหน้าหงึก ๆ แล้วเดินทางเข้า เมืองของท่านไป....
เมื่อหลวงพ่อท่านทำธุระกิจของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว และท่านเห็นว่ายังคงพอมีเวลาเหลืออยู่อีก มาก ท่านเลยเที่ยวเดินชมร้านค้าต่าง ๆในเมืองไปเรื่อย ๆ แล้วท่านก็มาหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าร้านขายของ เก่าร้านหนึ่ง " โอ้...งามเหลือเกิน กาน้ำชา (จากามะ)ใบนี้น่ะ " ท่านเป็นถูกตาต้องใจอย่างมากเลยทีเดียว และเพราะความที่ท่านถูกใจมากเป็นพิเศษจนระงับไม่ได้นั้นท่านเลยยอมควักเงินที่พกติดตัวมาเกือบทั้งหมด วันนั้นจ่ายซื้อกาน้ำชาใบนั้นไปจนเกลี้ยงกระเป๋า...หลวงพ่อท่านเดินกอดกาน้ำชาและแถมเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ที่ได้ของถูกใจมุ่งหน้ากลับวัดอย่างมีความสุข...( อ้าว...เดี๋ยวก่อนสิ..หลวงพ่อ...หลวงพ่อลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง แล้วหรือปล่าวนี่...เฮ้อ..เห็นทีว่าพวกเณรจะต้องอดของโปรดกันแน่ ๆเลยคราวนี้..เฮ้อ..หลวงพ่อก็... )
หลวงพ่อท่านเมื่อเดินทางมาถึงหน้าวัดและเผอิญมองไปเห็นว่าพวกเณรน้อยทั้งหลายกำลังนั่งรอการกลับมา ของท่านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันทีเดียวอย่างนั้น...และท่านก็เผอิญนึกขึ้นมาได้ถึงของฝากที่ท่านลืมมัน เสียสนิทขึ้นมาพอดี.....เห็นทีว่าจะไม่ได้การแน่แล้วท่านจึงรีบตะโกนเข้าไปก่อนเลยว่า... " ซื้อกาน้ำชาจาก ในเมืองกลับมาฝาก ฮ่า ๆๆๆ" พวกเณรน้อยพอได้ยินเข้าเช่นนั้นก็ตอบแทบจะพร้อมกันว่า " เห...ไม่ใช่ข้าว เหนียวปั้น...หรอกหรือ ?...แหม...หลวงพ่อก็..." หลวงพ่อท่านไม่ตอบว่ากะไรรีบเดินงุด ๆหนีขึ้นกุฏิไปเฉย เลย...พวกเณรน้อยให้เป็นฝันสลาย วิมานถล่มกันหมดทุกถ้วนหน้า...ด้วยหลวงพ่อท่านชั่งไม่รู้ใจเด็ก ๆเลย จริง ๆ นะเนี่ย..เฮ้อ..แต่ถึงกระนั้นพวกเณรก็ยังไม่คิดหมดหวัง...เพราะเมื่อตะกี้หลวงพ่อท่านไม่ได้พูดว่าอะไร เลยนี่..บางทีท่านอาจแอบเอาข้าวเหนียวปั้นซุกซ่อนไว้ในกาน้ำชาเพื่อหวังลองใจพวกตนเล่นก็อาจเป็นได้... เลยพร้อมใจกันไปแอบดูหลวงพ่อท่านที่ห้อง...แล้วพวกเณรน้อยก็เห็นหลวงพ่อท่าน วางกำน้ำชาใบโปรดไว้ ตรงหน้าตักแล้วท่านก็นั่งหลับสัปปะงกอยู่ตรงหน้ากาน้ำชาใบนั้นนั่นเอง....โถ โถ..สงสัยว่าหลวงพ่อท่านคง จะเหนื่อยจากการเดินทาง...ละมั้งนี่...
พวกเณรน้อยพากันหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานที่มาพอดีได้เห็นหลวงพ่อท่านนั่งหลับและทำท่าคำนับกาน้ำ ชาอยู่ปะหงก ๆอย่างนั้น...ฮ่า ๆๆ หลวงพ่อก็....แล้วตรงนั้นก็บังเกิดสิ่งที่ไม่เป็นธรรมดาขึ้นมา...เอ๊ะ...อะไรกัน นั่น..พวกเณรน้อยทั้งหมดถึงกับสะดุ้งโหยง เพราะอยู่ ๆ กาน้ำชาใบโปรดของหลวงพ่อท่านนั้น...อยู่ ๆ มันก็เกิดอาการขยับเองได้..เห..มันขยับเต้นกระดุกกระดิกไปมาจริง ๆด้วย...เจ้ากาน้ำชากระดุกกระดิกเต้นโหยงเหยงอยู่สักครู่ ก็โผล่หัวโผล่หางออกมา " จ๊าก...ผี...กาน้ำชาผี...แว๊ก ๆๆ..ผี ๆๆ " พวกเณรน้อยร้องกันให้เสียงหลงดังลั่น เลยเป็นผลให้หลวงพ่อท่านตกใจสะดุ้งลืมตางัวเงียขึ้นมา...
แต่ดูสิ..อะไรจะอย่างนี้ก็ไม่รู้...เจ้ากาผีใบนั้นเหมือนมันจงใจจะแกล้งพวกเณรแน่ ๆเลยนี่...เพราะเมื่อ มันเห็นหลวงพ่อท่านลืมตาขึ้นมาเท่านั้น...มันก็ผลุบหัวผลุบหางหายเข้าไปในกาน้ำชาเหมือนเดิม เป็นกาน้ำชาธรรมดา ๆตามเดิมคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักกะนิดเมื่อสักครู่นี้น่ะ...ดูสิ... แล้วจะเป็นยังไงล่ะ..ก็เลยเป็นผลให้พวกเณรทั้งหลายต้องโดนข้อหาโกหกพกลมไปโดยปริยายด้วยละทีนี้.. " เป็นมัวคิดถึงแต่ข้าวเหนียวปั้น ๆ ของกินอย่างเดียวล่ะซิ...เลยทำให้ตาฝาดไป...ฝึกฝนยังไม่เพียงพอ... โคร่า !...ไป..ไป..ไปกวาดพื้นหน้าวัด เป็นการลงโทษและตั้งสมาธิเสียใหม่..ไป " เฮ้อ..สงสารเณรจัง..เพราะ จะแก้ตัวยังไง ๆก็ไม่เป็นผลแล้วหละงานนี้...พวกเณรน้อยทั้งหลายเลยจำต้องเดินเกาหัวกันเกรก ๆเป็นแถวเลยทีนี้...เฮ้อ...บอกว่ากาน้ำชาผี ๆ หลวงพ่อก็ไม่เชื่อดูสิ...เดี๋ยวก็แย่แน่ ๆหรอก..หลวงพ่อ...ก็...
หลวงพ่อน่ะ...เมื่อตะกี้ท่านเหนื่อยจากการเดินทางจึงม่อยหลับไป ท่านเพียงหวังจะพักเอาแรงสักครู่เท่า นั้นแหละ..เพราะท่านตั้งใจไว้แล้วว่า...เดี๋ยวหายเหนื่อยจะเอากาน้ำชาที่ซื้อมานั้นมาต้มน้ำแล้วชงน้ำ ชาดื่มพร้อมกับชมสวนไปพลาง ๆด้วยให้สบายอารมย์สักหน่อย...แล้วไหนก็ตื่นและหายเหนื่อย แล้ว...ท่านเลยลุกขึ้นไปหยิบกาน้ำชาใบโปรดมาใส่น้ำและก่อไฟ...เมื่อท่านยกกาน้ำชาไปตั้งบนเตาแล้ว " ได้เลิกชงชาด้วยกาน้ำใบงามแล้วหละ ฮ่า ๆๆ...ไหนว่ากาน้ำผีล่ะ...พวกเณรก็... "...แหม...หลวงพ่อชั่งอารมย์ดีจังเลยนะเนี่ย...แต่เดี๋ยวก่อน...หลวงพ่อก็...นั่นมันกาผีจริง ๆนะ!!...เดี๋ยวต้องแย่แน่ ๆเลยด้วย ...เพราะหลวงพ่อเล่นเอามันไปตั้งบนไฟอย่างนั้น..ดูสิ..แล้วจะทำยังไงดีหละนี่!
แล้วก็จริงเลยเห็นไหมล่ะ ! เพราะเมื่อกาน้ำผีใบนั้นโดนความร้อนเข้า..เมื่อมันต้องร้อนขึ้น...ร้อนขึ้น... ด้วยไฟเช่นนั้น...แล้ว !..." จ๊าก...ร้อน ๆ โอ้ย..ทำไมร้อนอย่างนี้ !...จ๊าก ..ใครเผาข้าล่ะนี่" เจ้ากาน้ำผี ถึงกับสะดุ้งและร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง..ที่อยู่ดี ๆต้องมาโดนเผาเอาแบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวแบบนี้... แล้วเจ้ากาผีก็คงจะเหลือทนกับความร้อนของไฟเข้าจริง ๆ..จึงเดี๋ยวนั้นเลย..มันรีบยื่นหัวยื่นหางและ เท้าออกมาทั้งสี่เท้าด้วยความไว...แล้ว...ทันทีทันใดนั้นมันก็กระโดดผลุงโกยอ้าวลงจากเตาไฟ..แล้ววิ่ง แนบโกยอ้าวหนีออกจากห้องนั้นไปในทันที...แล้วเมื่อมันออกมาพ้นห้องก็หยุดนิ่งอยู่ตรงปากประตูแล้ว หดหัวหดหางผลุบเข้าไปอยู่ในกาน้ำชาตามเดิมของมันอีกเหมือนเดิม
หลวงพ่อบุนบุคุมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ จนทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว " ฮะ..ฮะ..กา น้ำชาผีอย่างที่พวกเณรบอก..จริง ๆด้วย ฮะ...ฮะ.." และคงเป็นเพราะเสียงร้องเมื่อตะกี้ของหลวงพ่อ นั้นดังลั่นสนั่นวัดก็เป็นได้....จึงเป็นผลให้พวกเณรวิ่งกรูกันตามเสียงมาที่ห้องของหลวงพ่อท่าน ...เมื่อพวกเณรมาถึงก็เห็นหลวงพ่อท่านนั่งอยู่ตรงหน้ากาน้ำชาอีกเหมือนเดิมนั่นแหละ...แต่ ครั้งนี้ไงออกมานั่งอยู่นอกห้องทั้งหลวงพ่อทั้งเจ้ากาน้ำชาผีใบนั่นด้วยล่ะ..แถมหลวงพ่อท่านก็นั่งหน้าซีด จนขาวเผือดอย่างนั้น...แล้วเสียงร้องเมื่อตะกี้?..อ๋อ..พวกเณรจึงพูดออกมาเกือบจะพร้อมกันเลยว่า " เห็น แล้วใช่ไหม?หลวงพ่อ...ก็บอกแล้วไงว่านั่นมันกาน้ำชาผีใช่ไหมล่ะ? หลวงพ่อ..ก็..ก็บอกแล้วไง... ก็ไม่ยอมเชื่อ... "
หลวงพ่อท่านเหลือบไปมองกาน้ำใบนั้นก็เห็นมันสงบนิ่งเป็นกาน้ำธรรมดาเหมือนเดิม.. แล้วที่สำคัญเมื่อตะกี้ตอนที่พวกเณรบอกว่ากาน้ำใบนี้เป็นกาน้ำผีนั้น ท่านก็ดุพวกเณรไปเสีย หนักว่าฝึกฝนยังไม่เพียงพอแล้วยังแถมทำโทษพวกเณรไปอีกด้วย...จึงเป็นด้วยเหตุอันนี้ ท่านจึงตอบปฏิเสธพวกเณรไปว่า " ย่า..ย่า..ไม่มีอะไรหรอก..อาตมาไม่ได้เห็นอะไรจริง ๆ " หลวงพ่อท่านตอบโกหกเณรไปเพราะท่านน่ะไม่อยากให้พวกเณรต้องเกิดความกลัวและตกใจ จนเกินเหตุ...แต่ถึงแม้ท่านจะบอกและพยายามหลอกตัวเองว่าไม่มีอะไรแต่ท่านก็เกิดความรู้สึก ไม่ดีเสียเลยกับกาน้ำใบนี้เสียแล้วหละ....แล้วในขณะนั้นก็พอดีกับที่มีเสียงของคนรับซื้อของเก่า ดังขึ้นที่หน้าวัด " มีอะไรที่ไม่ใช้แล้วบ้างไหม? เราขอรับซื้อทุกอย่าง...ด้วยราคาอันงาม....ใครมี อะไรที่ไม่ใช้แล้วบ้างไหม?.."
แหม..ชั่งเป็นเวลาที่พอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียวหลวงพ่อท่านเลยตัดสินใจที่จะขายกาน้ำชาใบ นั้นให้กับคนรับซื้อของเก่าไปเสียเห็นจะดี..และไวเท่าความคิดท่านจึงให้พวกเณรไปเรียกคนรับ ซื้อของเก่าให้แวะเข้ามาในวัด...แล้วท่านก็ออกปากขายกาน้ำชาใบนั้นให้ทันที.... คนรับซื้อของเก่าเมื่อเห็นกาน้ำชาในนั้นก็ให้เป็นถูกอกถูกใจอย่างที่สุด " โอ้..หลวงพ่อ กาน้ำชาใบงาม ๆแบบนี้ ข้ายินดีรับซื้อและให้ราคาอย่างงามด้วยความเต็มใจเลยทีเดียว..ล่ะ " คนรับซื้อของเก่ารีบวางเงินที่ตนพกมาทั้งหมดวันนั้นจ่ายซื้อกาน้ำชาของหลวงพ่อท่านทันทีเหมือน กันและลากลับไปด้วยความดีใจ
ด้วยคนรับซื้อของเก่านั้นเป็นคนยากจนแต่ว่าวันนี้ได้ใช้เงินที่ตัวเองมีทั้งหมดไปจนเกลี้ยงกระเป๋า คนรับซื้อของเก่าจึงมีอาหารกินมื้อนี้แค่เพียงข้าวกล้องที่เหลือติดหม้อกับน้ำเปล่า ๆเท่านั้น...เมื่อ เขาจัดการกับอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวจะเข้านอน...คนรับซื้อของเก่าหยิบกา น้ำใบนั้นขึ้นมานั่งพินิจพิจารณา " จริง ๆนะเนี้ย..ยิ่งมองยิ่งงาม..ยิ่งมองยิ่งเห็นค่า..เป็นกาน้ำชาที่มี รูปลักษณะสวยงามอย่างไม่มีที่ติเลยจริง ๆนะเนี้ย " คนรับซื้อของเก่ายิ้มย่องและ รำพึงอย่างมีความสุขก่อนที่จะนำกาน้ำชาใบนั้นไปวางไว้บนหัวนอนด้วยความภูมิใจแล้วเขาก็ ผลอยหลับไปในที่สุด...
NEXT